การศึกษา

มช. นำทีมเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย เดินหน้าโครงการประเทศไทยไร้หมอกรักษาการรองอธิการฯฝ่ายวิจัยมช. เผยใช้มาตรการเชิงรุกแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน   

ณวริศ เกศพิชญวัฒนา

 

   

     มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ได้นำทีมเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัยดำเนินงาน สำหรับการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมจังหวัดเชียงใหม่ โดยในปี พ.ศ.2560 ได้วางแผนปฎิบัติงานโครงการประเทศไทยไร้หมอกควันในเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการใช้มาตรการทางสังคม 60 วันงดเผา มาตรการทางเศรษฐกิจส่ง – เสริมการผลิตเชื้อเพลิงจากวัสดุเหลือทิ้ง และได้ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ  ภาคเอกชน องค์กรท้องถิ่นและประชาชน จัดตั้งศูนย์ภูมิสารสนเทศเพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขึ้นเพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาหมอกควัน 

     ในฐานะที่ มช. อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และด้วยความพร้อมทางศักยภาพความเชี่ยวชาญในการดำเนินงานวิจัย มช.จึงได้รับเลือกให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการวิจัยในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติจากเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย และเนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่ได้รับผลกระทบจากหมอกควันตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของทุกปีทำให้เกิดโครงการประเทศไทยไร้หมอกควันขึ้น โดยโครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการในพื้นที่ตัวอย่างใน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เพราะพื้นที่อำเภอแม่แจ่มมีไร่ข้าวโพดประมาณ 110,000 ไร่ การเก็บเกี่ยวผลผลิตแต่ละครั้งจะมีต่อซังข้าวโพดเหลือประมาณ 9,600 ตัน โดยมีเพียง 1,000 ตันที่ใช้วิธีการไถกลบ ส่วนที่เหลืออยู่ในพื้นที่ภูเขาชาวบ้านจำเป็นที่ต้องทำลายโดยใช้วิธีการเผา และการเผาที่นี่เพียงจุดเดียวก็ส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาหมอกควัน ไฟป่าในหลายพื้นที่ได้ จึงมีการประสานงานกับชุมชนในพื้นที่สร้างต้นแบบการเกษตรที่เหมาะสมเพื่อลดการทำเกษตรแบบพึ่งพาไฟ  

     รศ.ดร. สัมพันธ์ สิงหราชวราพันธ์ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย เผยว่า แผนการทำงานในปี พ.ศ.2560 ได้มีการตั้งเป้าการทำงานในเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการใช้มาตรการทางสังคม 60 วันงดเผา ซึ่งกำหนดมาเพื่อการควบคุมไม่ให้เกิดการเผาพร้อมกันจนควบคุมไม่ได้ ใครจะทำการเผาอะไรก็ตามแม้จะสิ้นสุดช่วงห้ามเผาไปแล้วต้องขออนุญาตจากทางอำเภอ โดยให้ใช้เตาเผาถ่านในช่วงงดเผา เพื่อเป็นทางออกแก่เกษตรกรให้สามารถกำจัดเศษวัชพืชที่เหลือใช้ทางการเกษตร และลดปัญหาหมอกควัน พร้อมกับมาตรการทางเศรษฐกิจส่งเสริมการผลิตเชื้อเพลิงจากวัสดุเหลือทิ้ง เช่น เศษไม้ เปลือกไม้ มูลสัตว์ เป็นต้นเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่งที่ใช้ในการเผา ไหม้ให้ความร้อนในโรงงานอุตสาหกรรม และมีแผนการผลิตเพื่อจำหน่ายต่อไปในอนาคตเป็นรายได้ให้แก่เกษตรกรอีกทางหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีในการดับไฟโดยมีตัวอย่างที่ใช้กันในต่างประเทศ การวิจัยพัฒนาเครื่องฟอกอากาศภายในบ้านให้มีราคาถูกและสะดวกต่อการใช้งาน เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ประชาชน

“ปัญหาหมอกควันเป็นปัญหาสำคัญที่ไม่เพียงกระทบเฉพาะภายในจังหวัดเชียงใหม่ แต่ยังส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศ  ซึ่งหากแก้ปัญหานี้ได้  เกิดผลดีต่อประเทศอย่างมหาศาล เพราะผลกระทบของมลพิษทางอากาศที่มีผลต่อโรคระบบทางเดินหายใจคิดเป็นร้อยละ 7.72 ของค่า GDP ของจังหวัดเชียงใหม่ หรือประมาณ 6,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้สร้างความเสียหายต่อมูลค่าการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี รวมมูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยกว่า 8,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมช.ได้พัฒนาและแก้ปัญหานี้เพื่อชาวเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหานี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายเราต้องหาทางออกให้กับเกษตรกรเหล่านั้นด้วย จึงต้องใช้เวลาในการแก้ไขระยะยาว เพื่อให้เกิดผลอย่างยั่งยืน” รศ.ดร. สัมพันธ์ กล่าวทิ้งท้าย

      นอกจากนี้ยังมีการนำงานวิจัยนี้ไปพัฒนาโดยบูรณาการร่วมกันระหว่าง จังหวัดเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา องค์การบริหารส่วนตำบล และกำนันผู้ใหญ่บ้าน ในการจัดตั้งศูนย์ภูมิสารสนเทศเพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขึ้นเพื่อเป็นฐานงานบริหารข้อมูลในการแก้ปัญหาในพื้นที่แม่แจ่ม

      นายสมเกียรติ มีธรรม ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิสารสนเทศเพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เผยว่า การทำงานของศูนย์ภูมิสารสนเทศฯ จะเป็นไปในรูปแบบของการจัดการบริหารฐานข้อมูลของพื้นที่แม่แจ่มและนำไปบริหารงานแก้ปัญหาภัยพิบัติ ซึ่งในขณะนี้คือปัญหาหมอกควัน โดยได้มีการรวบรวมข้อมูลบูรณาการจากหลากหลายหน่วยงาน เช่น  ข้อมูลที่ดินรายแปลง ภาพถ่ายทางดาวเทียม ข้อมูลบริเวณที่มีค่าความร้อนสูงผ่านดาวเทียม และแบ่งปันการใช้ข้อมูลกันในเครือข่ายเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการบริหารงานแก้ปัญหาภัยพิบัติ

     นายสมเกียรติ ได้กล่าวอีกว่า การประสานงานทำงานในรูปแบบบูรณาการจากหลายหน่วยงานเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะเราจะได้ข้อมูลมาจากหลายมุมมอง ทำให้สามารถแก้ปัญหาได้รอบด้านขึ้น รวมทั้งการที่มีหลากหลายหน่วยงานร่วมแรงร่วมใจกันจะช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืนได้

      นายธนงศักดิ์ ม่อนดอก ประธานกรรมการเครือข่ายชุมชนรักษ์ป่าแม่แจ่มซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชนที่ดูแลอนุรักษ์ป่าน้ำดินและการเกษตรในพื้นที่แม่แจ่ม ได้กล่าวว่า ในทุก ๆ ปีราคาผลผลิตข้าวโพดตกต่ำลงเรื่อย ๆ ทำให้เกษตรกรแม่แจ่มอยากหันไปทำอาชีพอื่นหรือเกษตรแบบอื่น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอยู่แล้ว การที่มีหน่วยงานจากหลายภาคส่วนมาช่วยดูแลจะยิ่งเป็นประโยชน์กับคนในชุมชน เกษตรกรในพื้นที่ทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือในการเปลี่ยนแปลงแม่แจ่ม เตาเผาถ่านก็เป็นหนึ่งทางออกที่ดีให้กับเกษตรกร แม้ว่าจะยังมีไม่พอใช้ในทุกพื้นที่แต่ก็ช่วยแก้ปัญหาควันจากการเผาซังข้าวโพดและยังเป็นการเพิ่มช่องทางหารายได้อีกหนึ่งช่องทางให้กับเกษตรกรอีกด้วย