กีฬา

บอลไทยโฉมใหม่! สมาคมฟุตบอลยื่นยุทธศาสตร์ 6 ด้านต่อฟีฟ่า

วีรทิต ฉมาธภัทร 

นายอภิสิทธิ์ อิ่มอำไพ หัวหน้าผู้ฝึกสอน สโมสรฟุตบอล เชียงใหม่ เอฟซี
« 1 ของ 2 »

   

      สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยได้ยื่นยุทธศาสตร์ 6 ด้านแก่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) โดยแผนแรกเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ด้านนายอภิสิทธิ์ อิ่มอำไพ หัวหน้าผู้ฝึกสอนเชียงใหม่ เอฟซี เชื่อยุทธศาสตร์ 6 ด้านพัฒนาบอลไทยได้แน่  เมื่อวันที่ 5 – 13 มีนาคม ที่ผ่านมา สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้ยื่นยุทธศาสตร์ 6 ด้านในการพัฒนาวงการฟุตบอลไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาว ในการประชุม FIFA Summit ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตามโครงการ FIFA Forward Project Based ที่มีนโยบายให้เงินสนับสนุนให้แก่ประเทศที่เขียนแผนพัฒนา 

     ปัจจุบันปี พ.ศ. 2560 สมาคมฯ กำลังดำเนินการมาถึงยุทธศาสตร์ที่ 3 และ 4 ตามแผนยุทธศาสตร์ที่ได้ระบุไว้ ซึ่งก็คือการดำเนินการจัดทำแผนพัฒนากีฬาฟุตบอลแห่งชาติระยะยาว 20 ปี โดยการรวบรวมผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายวงการเพื่อตั้งเป็นสภาปฏิรูปร่วมกันเขียนแผนพัฒนา และว่าจ้างบริษัทผู้ชำนาญการในการเขียนแผนเป็นผู้รวบรวมข้อมูลทั้งหมด เพื่อใช้เป็นแผนแม่บทตั้งแต่ปี 2560 – 2579 พร้อมกำหนดเป้าหมายชัดเจน ทั้งในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว และการวางแผนพัฒนาเยาวชน หรือ Youth Development Program ซึ่งได้จ้างบริษัท เอคโคโน เมธอด ซอคเกอร์ เซอร์วิส ที่มีประสบการณ์ในการทำงานกับอคาเดมีของสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาและเยาวชนของสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น โดยจะมีการดึงตัวโค้ชชาวสเปน เข้ามาคุมทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี 16 ปี 19 ปี และ 21 ปี รวมถึงการสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติและวางแผนหาสถานที่ต่อ ๆ ไป โดยวางแผนร่วมมือกับการกีฬาแห่งประเทศไทยฯ ในการใช้พื้นที่สนามกีฬาตามภูมิภาคต่าง ๆ  

      ขณะที่ในปี พ.ศ. 2561 จะมีแผนทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในด้านฟุตบอล โดยจะพัฒนาในรูปแบบของการแข่งขัน เช่น เทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในการถ่ายทอดสดฟุตบอลลีกภายในประเทศและในปีนี้ได้มีการเพิ่มโควต้านักฟุตบอลที่มีสัญชาติของประเทศอาเซียนในการแข่งขันฟุตบอล ได้แก่ M-150 แชมเปี้ยนชิพ ยูโร่ เค้ก ลีก และยูโร่ เค้ก ลีก โปร รวมทั้งจะเพิ่มในการแข่งขันโตโยต้า ไทยลีกในปีถัดไปด้วย ส่วนยุทธศาสตร์สุดท้ายที่จะจัดทำในปี 2562 คือการสร้างสนามฟุตบอลสำหรับทีมชาติแห่งใหม่ 

     ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ นายอภิสิทธิ์ อิ่มอำไพ หัวหน้าผู้ฝึกสอนสโมสรฟุตบอลเชียงใหม่ เอฟซี โดยทางนายอภิสิทธิ์ให้ความคิดเห็นกับกรณีการเสนอยุทธศาสตร์ทั้ง 6 ด้านที่สมาคมฟุตบอลยื่นไปว่า “ ผมคิดว่าการที่สมาคมฟุตบอลของเราได้ยื่นแผนพัฒนา อย่างไรก็ย่อมส่งผลดีต่อฟุตบอลของเราแน่นอน ปัจจุบันฟุตบอลไทยมีทิศทางการพัฒนาที่ดีมาก การจัดการ การบริหาร ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี ทั้งหมดก็จะส่งผลให้มาตราฐานการเล่นฟุตบอลของชาติเราก็จะดีมากขึ้น โดยเฉพาะการที่เราไปจ้างบริษัทเอคโคโน่ซึ่งเขามีประสบการณ์ในการปั้นเยาวชนขึ้นมา ตัวอย่างก็เช่นที่บาร์เซโลน่าก็เป็นผลงานของเขา ” 

      นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกรณีการเพิ่มโควต้านักเตะอาเซียนอีกว่า “ การเพิ่มนักเตะอาเซียน ข้อดีของมันก็คือการที่เราจะสามารถสร้างความสนใจแก่กลุ่มเป้าหมายที่เป็น กลุ่มชาวอาเซียนได้ อีกทั้งยังสร้างการแข่งขันในทีมให้นักเตะไทยนั้นพัฒนาขึ้นมา หากว่าคุณอยากเป็น 11 ตัวจริงในสนาม ส่วนผลเสียก็คือนักเตะไทยอาจจะได้เล่นน้อยลง แต่ก็ช่วยกระตุ้นให้นักเตะต้องพัฒนาตัวเอง ” 

     ส่วนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเชียงใหม่จากยุทธศาสตร์ที่สมาคมฟุตบอลเสนอไปนั้น นายอภิสิทธิ์มองว่า “ก็คงเป็นเรื่องที่มาจากการเพิ่มโควต้านักเตะอาเซียนครับ นักฟุตบอลท้องถิ่น หรือจากทีมเยาวชนของเราก็อาจจะได้รับโอกาสน้อยลง ก็เหมือนเป็นการปิดโอกาส แต่อีกแง่ก็คือพวกเขาก็จะได้เรียนรู้ฝีเท้าของนักเตะอาชีพจริง ๆ เรื่องที่สองก็คือการอบรมโค้ช ทำให้เราเองก็มีความรู้มากขึ้นในการใช้ฝึกสอนนักเตะของเราครับ สุดท้ายก็การที่จ้างเอคโคโน่เข้ามาทำทีม พวกเขามีความสามรถในการหานักเตะเยาวชนที่มีความสามารถอยู่แล้ว และผมคิดว่าเด็กเชียงใหม่ก็มีทักษะฟุตบอลที่ดีนะ ทำให้พวกเขาอาจมีโอกาสในการได้เป็นนักฟุตบอลเพื่อเป็นอาชีพของตัวเองในอนาคตก็ได้ 

      สุดท้ายนี้นายอภิสิทธิ์ได้ฝากข้อเสนอแนะไว้ว่า  “ อยากให้เน้นหรือการอบรมโค้ช โค้ชควรมีโปรไลเซนส์ ( Pro License ) อย่างญี่ปุ่นเนี่ย โค้ชแทบทุกคนเขามีโปรไลเซนส์กันหมดแล้วอีกอย่างการที่โค้ชมีความรู้มากขึ้น ก็จะเอาความรู้ที่ได้มาพัฒนาวงการฟุตบอลได้ แต่ผมชอบยุทธศาสตร์ที่เน้นการพัฒนาเยาวชนนะ อย่างการเอาเอคโคโน่เข้ามาช่วยเนี่ย ผมมองว่าเยาวชนสำคัญมาก เราต้องสร้างให้ได้ เพราะถ้านักฟุตบอลรุ่นนี้หมดไปเราต้องต่อยอดต่อทันที ไม่ใช่พอหมดยุคที่นักฟุตบอลเราเก่งแล้วอยู่ดีก็กลับไปตกต่ำอีกครั้ง มันไม่ได้นะ เรื่องเยาวชนเนี่ยสำคัญจริง ๆ “