HOT ISSUE

ชี้ปัญหา มองหาทางออก UBER – รถแดง

ณพงศ์ชัย ปัญญา

     ปัญหาเรื่องระบบขนส่งสาธารณะเป็นปัญหาคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่มานาน  หลายท่านที่เคยใช้บริการรถแดงอาจจะเคยประสบปัญหาเรื่องราคาที่ไม่มีมาตรฐาน ถึงที่หมายช้าเพราะต้องขับรับ-ส่งผู้โดยสารแบบไม่มีเส้นทางที่ชัดเจน ซึ่งเป็นปัญหาที่คนเชียงใหม่เผชิญมาอย่างยาวนาน 

     จนกระทั่งได้มีการเปิดตัวแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า UBER เป็นแอพพลิเคชั่นที่ไว้ใช้สำหรับเรียกรถโดยสาร และสามารถชำระเงินค่าโดยสารได้ทั้งบัตรเดบิตและจ่ายด้วยเงินสด เปิดให้บริการในหลายประเทศทั่วโลก เปิดตัวในประเทศไทยครั้งแรกที่กรุงเทพฯ ด้วยความที่สามารถเรียกใช้บริการได้อย่างสะดวกสบาย ราคาที่ถูกกำหนดไว้อย่างมีมาตรฐาน จึงเป็นที่สนใจของผู้โดยสารรถสาธารณะทั่วไป หลังจากที่ประสบความสำเร็จและได้ผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค ก็ได้ขยายตลาดมาที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย 

      ด้วยความที่ UBER มีราคาค่าโดยสารที่ถูกกว่า การบริการที่ดีกว่าและสะดวกสบายกว่ารถโดยสารสาธารณะทั่วไป จึงทำให้ไม่เป็นที่พอใจกับผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะในเชียงใหม่นัก เพราะผู้บริโภคเลือกที่จะใช้บริการ UBER แทนที่จะเป็นรถสาธารณะของพวกตน และสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาคือ UBER นั้นให้บริการรถยนต์สาธารณะแบบผิดกฎหมาย และไม่สามารถให้บริการในประเทศไทยได้ โดยจดหมายข่าวกรมการขนส่งทางบกฉบับที่ 35 มีการระบุถึง UBER โดยระบุว่ากรมการขนส่งทางบกได้ประชุมร่วมกับกระทรวงไอซีที, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, และมณฑลทหารบกที่ 11 ในประเด็นการรับส่งผู้โดยสารผ่านแอพพลิเคชั่นอย่าง เช่น UBER ได้ข้อสรุปว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ใน 3 ประเด็นได้แก่ ผู้ที่ขับรถ-ส่งผู้โดยสารที่ใช้แอพพลิเคชั่น UBER นั้น ใช้รถยนต์ที่ผิดประเภท กล่าวคือจะมีทั้ง “รถยนต์ป้ายแดง” คือรถยนต์ที่ยังไม่ได้จดทะเบียน “รถยนต์ป้ายดำ” คือจดทะเบียนแล้วแต่เป็นรถยนต์ส่วนบุคคล และ “รถยนต์ป้ายเขียว” คือรถยนต์ลักษณะให้บริการเฉพาะกิจ ซึ่งทั้ง 3 แบบเป็นการให้บริการในลักษณะที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะแบบป้ายดำกับป้ายแดง มีความผิดฐานใช้รถผิดประเภท ตามมาตรา 21 และมาตรา 60 มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และประกันภัยจะไม่คุ้มครองหากเกิดอุบัติเหตุขณะรับ-ส่งผู้โดยสาร เพราะจะถือว่าใช้รถยนต์ผิดประเภท ประเด็นที่สองคือ ผู้ขับรถไม่มีใบขับขี่สาธารณะ และไม่เข้าสู่ระบบทะเบียนของศูนย์ประวัติผู้ขับรถสาธารณะ โดยมีโทษปรับฐานไม่มีใบขับขี่สาธารณะ 

     ปรับสูงสุด 1,000 บาท ประเด็นสุดท้ายคือ มีความผิดฐานไม่ใช้มาตรค่าโดยสารตามที่ทางราชการกำหนด มีโทษปรับสูงสุด 1,000 บาท โดยทั้ง 3 ประเด็นหากถูกตรวจพบ ทางกรมการขนส่งทางบกจะเปรียบเทียบปรับสูงสุดทุกราย

     UBER ก็ได้มีความพยายามที่จะแก้ไขข้อกฎหมาย และขอเสียงสนับสนุนให้รัฐบาลรองรับบริการร่วมเดินทาง(Ridesharing) ผ่าน https://action.uber.org/th/ ด้วย โดยย้ำว่าการบริการของ UBER ไม่ได้ให้บริการในรูปแบบรับจ้างรับ-ส่งผู้โดยสาร แต่เป็นบริการร่วมเดินทาง (Ridesharing) ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของการเดินทางที่นำเอาเทคโนโลยีมาใช้บนสมาร์ทโฟน แตกต่างจากการให้บริการของแท็กซี่ มีข้อดี คือ ช่วยแก้ไขปัญหาการจราจร ไม่ปฏิเสธการเดินทางหรือจุดหมายปลายทาง การบริการมีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งในช่วงแรก UBERขอเสียงสนับสนุนที่ 50,000 รายชื่อ เมื่อครบตามจำนวนก็ได้ขยายความต้องการเสียงสนับสนุนเพิ่มเป็น 100,000 รายชื่อ ซึ่งในช่วงบ่ายวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา มีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนแล้ว รวม 55,112 รายชื่อ

      เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา ชมรม ALSA LAW CMU ได้จัดงาน “Legal Roundtable Discussion” ในหัวข้อ “ถึงทางตัน : สู่ทางออก ? ปมความขัดแย้งระหว่างรถแดงกับอูเบอร์” โดยเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ และหาทางออกของสังคม นำโดย “คุณอรรคณัฐ วันทนะสมบัติ” นักวิชาการด้านขนส่งมวลชน “อาจารย์กฤษณ์พชร โสมณวัตร” อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายในงานได้มีการเสนอทางออกโดยการทำให้ UBER ถูกกฎหมาย เพราะหากสามารถที่จะทำให้ UBER ถูกกฎหมายจะเป็นการเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ทั้งสองฝ่าย จะเกิดการแข่งขันขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์สูงสุด ฝ่ายรถแดงจะต้องปรับปรุงตัวเองในเรื่องของการบริการและราคาเพื่อให้อยู่รอดในการแข่งขันนี้ และปัญหาเรื่องคุณภาพของรถแดงจะค่อยๆหมดไป แต่ก็ยังหาข้อสรุปภายในงานไม่ได้ เนื่องจาก 1. ตัวพระราชบัญญัติไม่ได้กำหนดไว้ถึงเรื่องนี้ การจะทำให้ถูกกฎหมายเลยเป็นไปได้ยากเพราะต้องมีการตราพระราชบัญญัติซึ่งต้องผ่านรัฐสภา แต่สภาพบ้านเมืองในปัจจุบันนั้น รัฐสภาไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเลยเป็นไปได้ยากที่จะตราพระราชบัญญัติ และใช้เวลานาน 2. ถ้าจะทำให้ถูกกฎหมายโดยทำเป็นกฎกระทรวง ก็เป็นไปได้ยากเพราะกฎกระทรวงต้องมีกฎหมายให้อำนาจ ซึ่งต้อนนี้ยังไม่มีกฎหมายให้อำนาจในเรื่องนี้ 3. ที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการใช้กฎหมายมาตรา 44 แต่ก็อยากเก็บไว้เป็นทางเลือกสุดท้าย

      โดยในปัจจุบัน UBER ก็ได้กระทำการดื้อแพ่ง หรือ “อารยะขัดขืน” เป็นรูปแบบการต่อต้านทางการเมืองอย่างสงบเพื่อกดดันให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงสถานภาพทางการเมืองที่เป็นอยู่ และได้แต่หวังว่าจะได้ข้อสรุปของปัญหาในเร็ววัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *