SOCIAL

ผู้ติดสุรา ชม. ยังเพิ่ม สวนทางจำนวนผู้ป่วยสุราสวนปรุงปีล่าสุด จิตแพทย์ เล็ง ลดจำนวนนักดื่มหน้าใหม่

ผู้ติดสุราเชียงใหม่เพิ่ม : ผู้ติดสุราเชียงใหม่ยังเพิ่มขึ้น สวนทางกับจำนวนผู้ติดสุราที่มารับการรักษาปีล่าสุดของสวนปรุงที่ลดลง เหตุเพราะบางส่วนไปรับการรักษาตามโรงพยาบาลชุมชน และนักดื่มส่วนใหญ่มีปัญหาการไม่ยอมรับว่าเป็นผู้ติดสุราหรือเป็นผู้อยู่ในภาวะเสี่ยงเป็นผู้ติดสุรา โดยมีเหตุผลหลัก คือ คิดว่าดื่มแล้วไม่ติด ชอบเข้าสังคม และอื่น ๆ (ปฏิภาค วิภาสกุลเด่น)

สุนิสา จินเพชร

   

      จิตแพทย์สวนปรุง เผย แม้สติถิผู้ป่วยสุรา (ผู้ติดสุราที่มารักษา) ของสวนปรุงปีล่าสุดลดลง แต่จำนวนผู้ติดสุราในเชียงใหม่ยังเพิ่มขึ้น เพราะผู้ติดสุราหันไปรักษาโรงพยาบาลใกล้บ้าน ทั้งมีผู้เสี่ยงติดสุราและผู้ไม่ยอมรับว่าติดสุราอีกส่วนหนึ่ง ชี้ครอบครัวมีผลต่อการตัดสินใจเลิกดื่ม คาดปี 60 ผู้ป่วยสุราที่สวนปรุงยังนิ่ง แต่เล็งลดจำนวนนักดื่มหน้าใหม่ ด้านสาธารณสุขจังหวัด แจง ไม่มีการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการดื่ม เพราะไม่มีนโยบายจากส่วนกลาง หากเก็บจริงเชื่อว่าผู้ดื่มบอกความจริงไม่หมด ส่งผลต่อความคลาดเคลื่อนของข้อมูล ฝ่ายผู้ดื่มไม่เห็นด้วยว่ามาตรการลดจำนวนนักดื่มหน้าใหม่จะทำได้จริง

      จากสถิติจำนวนผู้ป่วยสุราจังหวัดเชียงใหม่ที่เข้ามารักษาที่โรงพยาบาลสวนปรุง ปี พ.ศ. 2559 ลดลงจากปีที่แล้ว พญ. กิตติวรรณ เทียมแก้ว จิตแพทย์ประจำ โรงพยาบาลสวนปรุง เผยว่า โรงพยาบาลสวนปรุงเป็นเพียงอีกหนึ่งแห่งที่ให้บริการรักษาผู้ที่ดื่มสุราแล้วมีปัญหา เพราะยังมีโรง-พยาบาลอื่น ๆ ที่สามารถรักษาผู้ติดสุราได้ ดังนั้นจำนวนผู้ป่วยสุราที่รับการรักษาที่สวนปรุงไม่ได้แสดงถึงจำนวนผู้ติดสุราในเชียงใหม่ที่แท้จริง เพราะจำนวนผู้ติดสุราในเชียงใหม่จริง ๆ ไม่ได้ลดลง แต่ส่วนหนึ่งไปรักษาที่โรงพยาบาลชุมชนใกล้บ้านมากขึ้น เนื่องจากช่วงระยะหลังทางสวนปรุงได้เข้าไปให้ความรู้เกี่ยวกับการบำบัดผู้ติดสุราแก่โรงพยาบาลชุมชนต่าง ๆ ดังนั้นหมอและพยาบาลก็จะสามารถรักษาผู้ที่มีปัญหาเรื่องสุราในระดับไม่รุนแรงได้ รวมทั้งเชียงใหม่ยังมีผู้ติดสุราที่ไม่ยอมรับว่าตนติดสุราและผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงเป็นผู้ติดสุราอีกส่วนหนึ่ง โดยแนวโน้มผู้ที่จะเข้ามารับการรักษาในปี 2560 อาจจะไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมามากเพราะปัญหา คือ ปัจจุบันการขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นธุรกิจการค้ามีการพัฒนาสูตร คิดค้นเครื่องดื่มใหม่ ๆ เช่น เหล้าปั่น หมาดำ เป็นต้น เพื่อพยายามหานักดื่มหน้าใหม่ที่เป็นผู้หญิงหรือนักดื่มที่อายุน้อยลง 

      “ผู้ป่วยสุราส่วนมากจะเป็นวัยทำงาน แล้วถ้าไปถามเขาจะรู้ว่ามักเริ่มดื่มตั้งแต่วัยรุ่น เพราะอยากลองหรือเพื่อนชวน หลังจากนั้นจะเคยชินจนเป็นนิสัย ซึ่งในความจริงแล้วนักดื่มกระจายอยู่ทุกวัย แต่ที่วัยทำงานมีจำนวนการเข้ามารักษาการติดสุรามากเพราะเกิดจากการสะสมและปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่การงาน เช่น ปีแรก ๆ ที่ดื่มก็อาจจะไม่เกิดปัญหาทางสุขภาพมาก พอ 2 – 5 ปี เข้าสู่วัยทำงานก็ดื่มจนเสียการเสียงาน ทำให้นายจ้างมีบทลงโทษให้มารักษา” พญ. กิตติวรรณ กล่าว

      พญ. กิตติวรรณ กล่าวอีกว่า สวนปรุงจึงมีแนวทางการแก้ไขปัญหาผู้ติดสุรา โดยการลดจำนวนนักดื่มหน้าใหม่ในเชียงใหม่ ซึ่งสวนปรุงมีบทบาทในสื่อท้องถิ่น เช่น ทีวีช่อง 11 ในภาคเหนือตอนบนที่เผยแพร่ให้ความรู้ การรณรงค์ มีเบอร์โทรศัพท์สายด่วน 053-276750 ที่ประชาชนสามารถติดต่อขอคำปรึกษาได้ หรือเว็บไซต์ www.suanprung.go.th แต่ไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหา สังคม เยาวชน รวมถึงสื่อมวลชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เนื่องจากโรงพยาบาลมีหน้าที่บำบัดรักษาผู้ที่ดื่มจนเกิดปัญหาแล้ว การโฆษณาที่มีภาพแสดงถึงการสังสรรค์ การโพสต์เวลาไปสถานบันเทิงลงสื่อออนไลน์ การเชื้อเชิญให้เยาวชนอายุน้อยมาดื่มสุรา การดื่มสุราตามเทศกาลต่าง ๆ จนกลายเป็นเรื่องปกติ เหล่านี้คือปัญหาหลักที่ทำให้จำนวนคนที่อยู่ในวงจรการดื่มสุราเพิ่มขึ้น ส่วนปัญหาผู้ติดสุราที่ไม่ยอมรับว่าตนติดสุราและผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงเป็นผู้ติดสุรา เพราะส่วนใหญ่คิดว่าดื่มสุราแล้วไม่ติด ผลร้ายแรงที่สุดสำหรับกรณีนี้ คือ อาจทำให้ตัวเองเสี่ยงถึงชีวิต รวมถึงผลกระทบต่อสังคม เช่น เมาแล้วขับ การทะเลาะวิวาท เป็นต้น วิธีแก้ปัญหาที่ดี คือ การชี้ปัญหาที่เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ทั้งต่อสุขภาพตัวเขาเอง การสร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวและคนรอบข้างมากกว่าการที่ไปบอกว่าเขาติดสุราเพราะจะยิ่งทำให้ผู้ติดสุราต่อต้าน เนื่องจากบางคนอาจจะไม่ได้อยากเลิกดื่มสุราเพราะตัวเอง แต่อยากเลิกเพื่อคนที่เขารัก จึงต้องเพิ่มแรงจูงใจในการเลิกดื่มสุราโดยคนใกล้ตัวเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด เช่น  พ่อแม่ ภรรยา ลูก เป็นต้น

      นายทวีศักดิ์ จินต์จิระนันท์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่  แจงว่า สำหรับสาธารณสุขฯ ไม่มีการเก็บข้อมูลของผู้ดื่มสุราว่ามีพฤติกรรมการดื่มอย่างไรบ้างที่บ่งบอกได้ว่าในกลุ่มผู้ดื่มสุรามีผู้ติดสุราและผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงเป็นผู้ติดสุรา เนื่องจากแต่ละคนจะมีระดับการติดสุราต่างกันมีเพียงข้อมูลเบื้องต้นว่าแต่ละอำเภอมีผู้ดื่มสุรามากน้อยแค่ไหน เนื่องด้วยส่วนกลางระดับประเทศไม่มีนโยบายนี้และหากมีนโยบายออกมาก็เก็บข้อมูลที่ยากส่งผลต่อการคลาดเคลื่อนของข้อมูลอย่างมากเพราะการเป็นผู้ติดสุราและผู้ที่อยู่ในภาวะเป็นผู้ติดสุราไม่มีเกณฑ์อาการชัดเจนเนื่องจากแต่ละคนจะมีระดับการติดสุราต่างกัน นอกจากนั้นผู้ติดสุราทุกคนย่อมรู้ว่าตัวเองติดสุราหรือไม่ เพียงแต่ไม่ยอมรับเพราะมองว่าดื่มเป็นประจำเป็นเรื่องปกติ ยกเว้นจะมีปัญหาทางกายหรือทางจิต (สมอง) แทรกซ้อนจึงจะยอมรับว่าตนเองนั้นเป็นผู้ติดสุรา และหากสำรวจข้อมูลเหล่านั้นจริงตนเชื่อว่า บางคนก็ไม่บอกความจริงทั้งหมดเพราะการเป็นผู้ติดสุราเป็นเรื่องที่ไม่ดีเท่าไหร่สำหรับสังคมไทย ทำให้ไม่เกิดการแก้ปัญหาในระยะยาว

      นายจิรชาติ ใคร้มา อายุ 26 ปี กำลังศึกษาปริญญาเอกคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล แผน ก.1 กล่าวว่า การที่คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับว่าติดสุรา เนื่องจากเข้าใจผิดว่าการติดสุราหมายถึงโรคพิษสุราเรื้อรังที่ต้องมีอาการขั้นร้ายแรง เช่น คลื่นไส้ เหงื่อออก มือสั่นเมื่อหยุดดื่มสุรา เป็นต้น ทำให้คิดกันว่าไม่ใช่ผู้ติดสุราเพราะยังไม่เกิดอาการเหล่านั้น ส่วนตัวคิดว่าตนไม่ได้เป็นผู้อยู่ในภาวะเสี่ยงเป็นผู้ติดสุรา เพราะยังสามารถจัดสรรเวลาได้ในเรื่องการเรียน การทำงานและการดื่มสุรา โดยเฉพาะเวลาดื่มไม่เคยเกิดปัญหารุนแรง แต่ตอนนี้เริ่มมีอายุมากขึ้นทำให้การดื่มสุราส่งผลต่อปัญหาสุขภาพแต่ยังไม่คิดจะเลิกดื่มสุรา ตนเคยหยุดดื่มสุรานานที่สุด 2 สัปดาห์ เคยใช้เวลาในการดื่มสุราต่อครั้งนานที่สุด คือ 24 ชั่วโมง โดยเริ่มดื่มสุราครั้งแรกตอน ป.6 ซึ่งคนในครอบครัวให้ลอง ช่วงที่เริ่มดื่มเป็นประจำ คือ ม.6 และช่วงที่ดื่มหนัก คือ ปัจจุบัน ตนคิดว่าปัจจัยที่มีผลสูงสุดต่อการเลิกดื่มสุรา คือ ตัวเอง เพราะต่อให้ครอบครัว คนรอบข้างบอกถึงปัญหาอย่างไรก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะเลิกดื่มได้สำเร็จ

      “ มาตรการลดจำนวนนักดื่มหน้าใหม่คิดว่าทำไม่ได้หรอก ในเมื่อสังคมไทยเด็กยังโดนผู้ใหญ่ปลูกฝังว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลองอยู่ ฉะนั้นมันเป็นไปไม่ได้เลยที่เด็กมันจะเลิกดื่ม เพราะเด็กเห็นผู้ใหญ่เฉลิมฉลองกันด้วยเหล้าเบียร์ มันก็เลยกินเหมือนกัน นักดื่มหน้าใหม่จะเลิกได้ยังไงก็คือไม่ต้องขายสิ ถึงจะไปบอกว่าต้อง 20 ปีบริบูรณ์ มีวุฒิภาวะในการตัดสินใจถึงจะดื่มได้ถูกกฎหมาย แต่ร้านโชว์ห่วยเขาไม่ได้สนใจว่าถ้ามีนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้น เด็กพวกนี้ดื่มสุราแล้วจะเกิดปัญหา เขาสนใจปากท้องตัวเองมากกว่า แค่ว่าวันนี้เขาจะกินข้าวกับอะไร มันก็ต้องขาย ในเมื่อรัฐยังไม่ได้ดูแลคนในประเทศดีเพียงพอ คนก็ต้องปากกัดตีนถีบให้ตัวเองอยู่รอด ถึงจะออกแคมเปญอะไรมามันก็จะมีผลกับแค่กลุ่มเดียว คือ กลุ่มคนที่ไม่ดื่มอยู่แล้ว คนที่คิดว่าสุรามันไม่ดีแล้วไปว่าคนที่ดื่มว่าไม่ดีไปด้วย แคมเปญเหล่านั้นจึงไม่มีผลต่อคนที่ดื่มเพราะยังไงพวกที่จะดื่มมันก็จะดื่มอยู่ดี ถ้าอยากให้แก้ปัญหานี้ง่ายที่สุด ก็ใช้ ม. 44  ห้ามขายทั้งประเทศ แต่ถ้าถามว่าให้ยั่งยืนที่สุด คุณก็ต้องไปเปลี่ยนที่ระบบความคิดของคนในสังคม ซึ่งมันยากและไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน “ นายจิรชาติ กล่าว

 “ ถ้าอยากให้แก้ปัญหานี้ให้ยั่งยืนที่สุด คุณก็ต้องไปเปลี่ยนที่ระบบความคิดของคนในสังคม ซึ่งมันยากและไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน ”

HOT ISSUE

ชี้ปัญหา มองหาทางออก UBER – รถแดง

ณพงศ์ชัย ปัญญา

     ปัญหาเรื่องระบบขนส่งสาธารณะเป็นปัญหาคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่มานาน  หลายท่านที่เคยใช้บริการรถแดงอาจจะเคยประสบปัญหาเรื่องราคาที่ไม่มีมาตรฐาน ถึงที่หมายช้าเพราะต้องขับรับ-ส่งผู้โดยสารแบบไม่มีเส้นทางที่ชัดเจน ซึ่งเป็นปัญหาที่คนเชียงใหม่เผชิญมาอย่างยาวนาน 

     จนกระทั่งได้มีการเปิดตัวแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า UBER เป็นแอพพลิเคชั่นที่ไว้ใช้สำหรับเรียกรถโดยสาร และสามารถชำระเงินค่าโดยสารได้ทั้งบัตรเดบิตและจ่ายด้วยเงินสด เปิดให้บริการในหลายประเทศทั่วโลก เปิดตัวในประเทศไทยครั้งแรกที่กรุงเทพฯ ด้วยความที่สามารถเรียกใช้บริการได้อย่างสะดวกสบาย ราคาที่ถูกกำหนดไว้อย่างมีมาตรฐาน จึงเป็นที่สนใจของผู้โดยสารรถสาธารณะทั่วไป หลังจากที่ประสบความสำเร็จและได้ผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค ก็ได้ขยายตลาดมาที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย 

      ด้วยความที่ UBER มีราคาค่าโดยสารที่ถูกกว่า การบริการที่ดีกว่าและสะดวกสบายกว่ารถโดยสารสาธารณะทั่วไป จึงทำให้ไม่เป็นที่พอใจกับผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะในเชียงใหม่นัก เพราะผู้บริโภคเลือกที่จะใช้บริการ UBER แทนที่จะเป็นรถสาธารณะของพวกตน และสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาคือ UBER นั้นให้บริการรถยนต์สาธารณะแบบผิดกฎหมาย และไม่สามารถให้บริการในประเทศไทยได้ โดยจดหมายข่าวกรมการขนส่งทางบกฉบับที่ 35 มีการระบุถึง UBER โดยระบุว่ากรมการขนส่งทางบกได้ประชุมร่วมกับกระทรวงไอซีที, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, และมณฑลทหารบกที่ 11 ในประเด็นการรับส่งผู้โดยสารผ่านแอพพลิเคชั่นอย่าง เช่น UBER ได้ข้อสรุปว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ใน 3 ประเด็นได้แก่ ผู้ที่ขับรถ-ส่งผู้โดยสารที่ใช้แอพพลิเคชั่น UBER นั้น ใช้รถยนต์ที่ผิดประเภท กล่าวคือจะมีทั้ง “รถยนต์ป้ายแดง” คือรถยนต์ที่ยังไม่ได้จดทะเบียน “รถยนต์ป้ายดำ” คือจดทะเบียนแล้วแต่เป็นรถยนต์ส่วนบุคคล และ “รถยนต์ป้ายเขียว” คือรถยนต์ลักษณะให้บริการเฉพาะกิจ ซึ่งทั้ง 3 แบบเป็นการให้บริการในลักษณะที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะแบบป้ายดำกับป้ายแดง มีความผิดฐานใช้รถผิดประเภท ตามมาตรา 21 และมาตรา 60 มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และประกันภัยจะไม่คุ้มครองหากเกิดอุบัติเหตุขณะรับ-ส่งผู้โดยสาร เพราะจะถือว่าใช้รถยนต์ผิดประเภท ประเด็นที่สองคือ ผู้ขับรถไม่มีใบขับขี่สาธารณะ และไม่เข้าสู่ระบบทะเบียนของศูนย์ประวัติผู้ขับรถสาธารณะ โดยมีโทษปรับฐานไม่มีใบขับขี่สาธารณะ 

     ปรับสูงสุด 1,000 บาท ประเด็นสุดท้ายคือ มีความผิดฐานไม่ใช้มาตรค่าโดยสารตามที่ทางราชการกำหนด มีโทษปรับสูงสุด 1,000 บาท โดยทั้ง 3 ประเด็นหากถูกตรวจพบ ทางกรมการขนส่งทางบกจะเปรียบเทียบปรับสูงสุดทุกราย

     UBER ก็ได้มีความพยายามที่จะแก้ไขข้อกฎหมาย และขอเสียงสนับสนุนให้รัฐบาลรองรับบริการร่วมเดินทาง(Ridesharing) ผ่าน https://action.uber.org/th/ ด้วย โดยย้ำว่าการบริการของ UBER ไม่ได้ให้บริการในรูปแบบรับจ้างรับ-ส่งผู้โดยสาร แต่เป็นบริการร่วมเดินทาง (Ridesharing) ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของการเดินทางที่นำเอาเทคโนโลยีมาใช้บนสมาร์ทโฟน แตกต่างจากการให้บริการของแท็กซี่ มีข้อดี คือ ช่วยแก้ไขปัญหาการจราจร ไม่ปฏิเสธการเดินทางหรือจุดหมายปลายทาง การบริการมีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งในช่วงแรก UBERขอเสียงสนับสนุนที่ 50,000 รายชื่อ เมื่อครบตามจำนวนก็ได้ขยายความต้องการเสียงสนับสนุนเพิ่มเป็น 100,000 รายชื่อ ซึ่งในช่วงบ่ายวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา มีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนแล้ว รวม 55,112 รายชื่อ

      เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา ชมรม ALSA LAW CMU ได้จัดงาน “Legal Roundtable Discussion” ในหัวข้อ “ถึงทางตัน : สู่ทางออก ? ปมความขัดแย้งระหว่างรถแดงกับอูเบอร์” โดยเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ และหาทางออกของสังคม นำโดย “คุณอรรคณัฐ วันทนะสมบัติ” นักวิชาการด้านขนส่งมวลชน “อาจารย์กฤษณ์พชร โสมณวัตร” อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายในงานได้มีการเสนอทางออกโดยการทำให้ UBER ถูกกฎหมาย เพราะหากสามารถที่จะทำให้ UBER ถูกกฎหมายจะเป็นการเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ทั้งสองฝ่าย จะเกิดการแข่งขันขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์สูงสุด ฝ่ายรถแดงจะต้องปรับปรุงตัวเองในเรื่องของการบริการและราคาเพื่อให้อยู่รอดในการแข่งขันนี้ และปัญหาเรื่องคุณภาพของรถแดงจะค่อยๆหมดไป แต่ก็ยังหาข้อสรุปภายในงานไม่ได้ เนื่องจาก 1. ตัวพระราชบัญญัติไม่ได้กำหนดไว้ถึงเรื่องนี้ การจะทำให้ถูกกฎหมายเลยเป็นไปได้ยากเพราะต้องมีการตราพระราชบัญญัติซึ่งต้องผ่านรัฐสภา แต่สภาพบ้านเมืองในปัจจุบันนั้น รัฐสภาไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเลยเป็นไปได้ยากที่จะตราพระราชบัญญัติ และใช้เวลานาน 2. ถ้าจะทำให้ถูกกฎหมายโดยทำเป็นกฎกระทรวง ก็เป็นไปได้ยากเพราะกฎกระทรวงต้องมีกฎหมายให้อำนาจ ซึ่งต้อนนี้ยังไม่มีกฎหมายให้อำนาจในเรื่องนี้ 3. ที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการใช้กฎหมายมาตรา 44 แต่ก็อยากเก็บไว้เป็นทางเลือกสุดท้าย

      โดยในปัจจุบัน UBER ก็ได้กระทำการดื้อแพ่ง หรือ “อารยะขัดขืน” เป็นรูปแบบการต่อต้านทางการเมืองอย่างสงบเพื่อกดดันให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงสถานภาพทางการเมืองที่เป็นอยู่ และได้แต่หวังว่าจะได้ข้อสรุปของปัญหาในเร็ววัน

ENVIRONMENT

“50 บ่อบำบัด” หัวใจหลัก แก้ปัญหาน้ำเน่าเสียคลองแม่ข่า นักวิชาชี้จะคุ้มค่าเมื่อได้ผล

ธัญวัฒน์ กาวิล , อัมพร ลุงสุ

สภาพน้ำคลองแม่ข่า : น้ำคลองแม่ข่า บริเวณประตูระบายน้ำ ต. ป่าแดด นั้นมีสีดำ และส่งกลิ่นเหม็นรบกวนผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณโดยรอบ และยังมีฟองสีขาวจำนวนมากลอยอยู่เหนือน้ำ สืบเนื่องมาจากสารพิษชนิดต่าง ๆ ที่อยู่ในน้ำ (ชนม์นิภา เชื้อดวงผุย)
« 1 ของ 4 »

   

นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กล่าว สร้าง 50 บ่อบำบัด หยุดน้ำเสียลงคลองแม่ข่า คือหัวใจหลักของการแก้ปัญหา ด้านนักวิชาการแนะจะคุ้มค่าเมื่อทุกบ่อสามารถใช้งานได้เต็มกำลัง ทั้งยังชี้ให้ชาวบ้านแยกขยะจากน้ำก่อนปล่อยลงท่อระบายน้ำ

จากปัญหาคลองแม่ข่าที่มีน้ำเน่าเสียตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ทำให้หลายภาคส่วนต้องร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการออกตรวจการลักลอบปล่อยน้ำเสียที่ยังไม่ผ่านการบำบัดอย่างเข้มงวดจากเจ้าหน้าที่เทศบาลนครเชียงใหม่ การติดตั้งกังหัน การให้สร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้างจิตสำนึกให้แก่ชาวบ้านให้ตระหนักถึงความสำคัญของน้ำ การเก็บขยะ หรือแม้แต่การขุดลอกลำคลองแม่ข่า เพื่อให้ปัญหาดังกล่าวบรรเทาลง

นาย ทัศนัย บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองแม่ข่า มี 3 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 เป็นการเอาน้ำดีมาเติม เป็นการบรรเทาปัญหาเพียงชั่วคราว ขั้นตอนที่ 2 การบำบัดน้ำเสียอยู่แล้ว โดยการขุดลอกคลอง ติดตั้งกังหันและจ้างคนงานตักขยะโดยตรง ปลูกพืชที่ดูดสิ่งปฏิกูล ทำฝายชะลอน้ำ เป็นต้น และขั้นตอนที่ 3 การหยุดน้ำเสียลงคลองแม่ข่า ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักของการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยขณะนี้ทางเทศบาลนครเชียงใหม่กำลังมีแผนจัดทำบ่อบำบัดขนาดเล็ก จำนวน 50 บ่อ ไว้ตลอดริมคลองแม่ข่าตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ (เฉพาะในเขตความดูแลของเทศบาลนครเชียงใหม่เท่านั้น) โดยขนาดของบ่อบำบัดจะมีขนาดประมาณ 10×12 เมตร (120 ตารางเมตร) โดยปีนี้จะเริ่มมีการก่อสร้างจำนวน 3 บ่อ ในเดือนพฤศจิกายน แถวบริเวณโรงพยาบาลตาเซนปีเตอร์ และคาดการณ์ว่าจะสามารถเห็นผลได้ภายในปีถัดไป   

ผศ. ดร. วสันต์ จอมภักดี นักวิชาการคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า แผนจัดทำบ่อบำบัดขนาดเล็ก จำนวน 50 บ่อ ที่ทางเทศบาลนครเชียงใหม่จะสร้างขึ้นตลอดริมคลองแม่ข่านั้นถือเป็นแนวความคิดที่ดี คือการหยุดน้ำเสียก่อนปล่อยลงคลองแม่ข่า แต่จะเกิดความคุ้มค่าหรือไม่นั้น ก็ต่อเมื่อบ่อทั้งหมดสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเต็มกำลังทุกบ่อ เนื่องจากตลอดริมคลองแม่ข่านั้นมีระดับความเน่าเสียของน้ำที่แตกต่างกัน 

ผศ. ดร. วสันต์ ให้ข้อเสนอแนะอีกว่า การแก้ไขปัญหาประชาชนจะต้องช่วยกันเฝ้าระวังรายงานปัญหาให้แก่หน่วยงานภาครัฐ โดยบทบาทของประชาชน คือ เรียกร้องและแจ้งความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นให้แก่หน่วยงานภาครัฐได้รับรู้ ทั้งนี้ยังต้องช่วยกันแยกเศษขยะ เศษอาหารออกจากน้ำก่อนปล่อยลงท่อระบายน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง ติดตาม ตรวจสอบอย่าง เคร่งครัด สร้างจิตสำนึก ความรับผิดชอบ ให้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ และทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้  

และนายอรรณนพ คุณารัตน์ ชาวบ้านริมคลองแม่ข่า กล่าวว่า อาศัยอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่มาเป็นเวลา 40 – 50 ปีแล้ว เห็นความเปลี่ยนแปลงของคลองแม่ข่า ซึ่งแต่เดิมเป็นลำน้ำธรรมดา ต่อมาในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สีน้ำของคลองแม่ข่าเริ่มกลายเป็นสีดำและส่งกลิ่นเหม็นรบกวน เนื่องจากเกิดความเน่าเสีย แต่ปัจจุบันได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นขุดลอกคลอง เก็บขยะ ใส่จุลินทรีย์ลงไปในน้ำ ทำให้สถานการน้ำเน่าเสียในปัจจุบันเริ่มดีขึ้น

จากการสังเกตอาคาร บ้านเรือน สถานประกอบการ รวมถึงการสัมภาษณ์ชาวบ้านและผู้ประกอบการบางส่วนที่ตั้งอยู่บริเวณริมคลองแม่ข่าในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ พบว่า บ้านเก่าที่มีอายุมากสร้างมานานหลายปี จะไม่มีบ่อบำบัดน้ำเสีย หรือบ่อพักน้ำ แต่สถานประกอบการ บ้านเรือนที่ถูกสร้างเมื่อไม่นานมานี้จะมีบ่อพักน้ำหรือบ่อบำบัดน้ำเสียอยู่ในตัวอาคาร หรือใกล้ตัวอาคาร เพื่อเป็นการกรองขยะ เศษอาคารและดักไขมัน ก่อนลงสู่ท่อระบายน้ำต่อไป

ปัญหาคลองแม่ข่า

EDITORIAL

เสียงของประชาชน UBER – รถแดง หาข้อยุติแห่งอนาคต

      เป็นที่ทราบกันว่า ถ้านึกถึงเชียงใหม่ นอกจากหมีแพนด้า ดอยสุเทพ ถนนคนเดิน ฯลฯ หนึ่งในสัญลักษณ์ของเชียงใหม่ คือ รถแดง รถโดยสารสาธารณะในการควบคุมของสำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ที่มีการจัดสายการวิ่งรถเพื่อความเป็นระเบียบ ทั้งยังมีสมาคมเป็นของตัวเอง ที่เรียกว่า สหกรณ์นครลานนาเดินรถ จำกัด อันแสดงถึงความเหนียวแน่นในด้านความช่วยเหลือระหว่างผู้ขับรถแดงกันเอง และด้านการเพิ่มอำนาจต่อรองกับปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ที่มีผลต่อการประกอบอาชีพขับรถแดง 

      เชียงใหม่ ถูกเรียกว่า เมืองหลวงแห่งภาคเหนือ การพัฒนาของจังหวัดจึงก้าวหน้าไม่ต่างจากกรุงเทพมหานครมากนัก เช่น แหล่งท่องเที่ยว ความเจริญทางธุรกิจ การศึกษา เป็นต้น แต่ที่เด่นชัดมากแม้ว่าเชียงใหม่จะพยายามพัฒนาแต่ละด้านอย่างไรก็พ่ายแพ้กรุงเทพฯ อยู่ดี คือ ระบบขนส่งสาธารณะ

“ แยกระบบคิดก่อน

1. เอารถส่วนบุคคล : (ป้ายดำ) มาวิ่งบริการรับ – ส่งสาธารณะ ข้อนี้ผิดกฎหมายเต็ม ๆ ก็ต้องว่ากันตามกฎหมายแหละครับ เพราะกฎหมายมีระบุเต็ม ๆ ว่าห้ามรถป้ายดำวิ่งรับ – ส่งสาธารณะ

2. บริการ : ไม่ว่าจะเป็นแก๊ปหรืออูเบอร์ มันง่ายต่อการเข้าถึง ง่ายต่อการเรียก เพราะทุกวันนี้ ทุกคนแทบจะมีสมาร์ทโฟนอยู่ในมือ แค่โหลดแอพเหล่านี้และเรียกรถมาถึงหน้าประตูบ้านได้เลย ไม่ต้องเดินไปถนนใหญ่หรือหน้าปากสอยละรอโบกเรียกตุ๊ก ๆ หรือรถแดง ที่สำคัญการเรียกผ่านแอพเหล่านี้ ได้ราคายุติธรรมและคุ้มค่ากว่าตุ๊ก ๆ หรือรถแดง อย่างบ้านผมจะไปเซ็นเฟสฯ ระยะทางแค่ 4-5 กิโล ถ้าไปตุ๊ก ๆ หรือรถแดงมี 100 บาทขึ้นไปแน่ ๆ แต่ผมเคยเรียกอูเบอร์ เขาคิดแค่ 50 บาท บางทีได้โค๊ด ได้โปรฯผ่านแอพ นั่งฟรีก็นั่งมาแล้วครับ เห็นไหมครับต่างกันเป็นครึ่ง ผมไม่ได้บอกนะว่าผมสนับสนุนของผิดกฎหมาย ในเมื่อของถูกกฎหมายลำบากกว่าในการเรียกใช้ และราคาแพงกว่า ผมคงไม่โง่ใช้บริการของที่ลำบากและแพงกว่าหรอกครับในหลักชีวิตจริง  

อยากฝากไปถึงรถแดงและตุ๊ก ๆ คุณควรปรับตัวครับ เทคโนโลยีและโลกไปถึงไหนแล้ว คุณควรปรับตัวทำตาม การที่คุณ ๆ คิดว่าต้องมีคนมาโบกรถคุณข้างถนน และตกลงราคากัน มันเอ้าท์แล้วครับวิธีนี้ ควรศึกษาแอพเหล่านี้ไว้บ้างก็ดีครับ ผมมองว่าเป็นประโยชน์สำหรับคุณนะ เพราะคุณกฎหมายก็รองรับว่าเป็นรถป้ายเหลืองบริการรับ – ส่งสาธารณะได้ เพียงแต่ช่องทางเรียกรถผ่านแอพผมว่าเป็นช่องทางที่น่าสนใจและทำรายได้เสริมให้คุณได้ ลองดูครับไม่เสียหาย อย่าปิดโอกาสตัวเอง ” Pacharawong สมาชิกพันทิป

“ มันน่าจะมีนักกฏหมายขึ้นมาฟ้องศาลปกครองนะว่า การใช้แอพ Uber หรือ grab เป็นการจ้างส่วนบุคคลกับบุคคล ไม่ได้เอารถส่วนตัวมาวิ่งเป็นสาธารณะ  แอพมีหน้าที่เป็นกระดานข่ายให้คนเรียกหาคนขับเฉย ๆ การจ้างระหว่างบุคคลกับุคคล เป็นสิทธิโดยชอบธรรมในประเทศนี้อยู่แล้วไม่ใช่หรอ

สมาชิกพันทิปหมายเลข 1331491

“ จะบริการดีเลิศแค่ไหน  มันไม่มีกฎหมายรองรับ  มีกฎหมายระบุความผิดชัดเจนก็คือผิด ถ้าจะเล่น  พรบ. ขนส่ง โทษปรับเป็นแสน จำคุกห้าปี หาทางนำเข้าระบบ ทำให้มันถูกต้องเหมือน คสช. จัดระเบียบรถตู้อยู่ตอนนี้ไม่ดีกว่าหรือ ”

สมาชิกพันทิปหมายเลข 1603213

“ เป้าหมายของอูเบอร์ คือ ให้ผู้โดยสารหันไปใช้มาก ๆ จนรถแดงเราหายไปเรื่อย ๆ เพราะอยู่ไม่ได้ ถึงตอนนั้นเขาก็ไม่ต้องชดเชยให้ผู้ขับขี่ที่วิ่งให้กับอูเบอร์แต่เป็นผู้โดยสารทั้งหลายที่ต้องจ่ายเพิ่ม เพราะทางอูเบอร์มีระบบที่สามารถขึ้นอัตราค่าโดยสารได้เองโดยไม่ต้องรออนุมัติจากกรมการขนส่ง และเผลอ ๆ อาจจะจ่ายเพิ่มขึ้นมากกว่าที่เขาชดเชยอีกต่างหาก ”

สมาชิกพันทิปหมายเลข 1907544

“ นั้นนะสิครับ รถแดงมีสิทธิพิเศษมากกว่าคนอื่น ๆ อยากทำอะไร บอกอะไร ขนส่งไม่เคยขัดมีแต่ตามใจตลอด อย่างจัดสายรถเมล์ในเชียงใหม่ก็พวกรถแดงเป็นคนกำหนดให้วิ่ง เดินรถในที่ไม่ค่อยมีคนเดินทางใครเขาจะขึ้น ทำไมไม่ให้รถเมล์วิ่งวนรอบคูเมืองดูสิผมว่าคนขึ้นเยอะแยะแน่ ๆ รถแดงเรียกร้องขนส่งรีบตอบสนอง จะเอาป้าย 30 มาวิ่งรับจ้างทั่วเชียงใหม่ไม่เกินวงแหวนรอบ2 ผมว่าเกินไปนะครับเอาเปรียบรถประจำทาง 10 และเอาเปรียบคนที่จดทำป้าย 30 เดิม แปลกแต่จริงรถแดงเชียงใหม่ยิ่งแก้ยิ่งเดินวนในอ่าง ”

สมาชิกเฟซบุ๊กชื่อผู้ใช้ นันท์ เชียงใหม่

 “ ผมเต็มใจจะขึ้น Grab และ Uber มากกว่ารถสี่ล้อแดงครับ ถึงแม้จะแพงกว่าผมก็จะขึ้น และสนับสนุนให้สองค่ายนี้ถูกกฏหมาย  เนื่องจากประชาชนจะได้รับผลประโยชน์ในการเลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการเจ้าต่าง ๆ ไม่ใช่ผูกขาดแบบที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้และประชาชนจะตัดสินเองว่าเจ้าไหนควรอยู่ เจ้าไหนควรเจ๊ง คำพูดที่ว่า “ รถสี่ล้อแดงเป็นเอกลักษณ์ของชาวเชียงใหม่ ” ผมไม่เห็นด้วยอย่างมากครับผมว่าเอาจริง ๆ คนเชียงใหม่รังเกียจด้วยซ้ำไป ทั้งเรื่องมารยาทการขับรถ การโกงค่าโดยสาร การด่าทอเพื่อนร่วมทาง และอีกสารพัดครับ ”

เราป่าว สมาชิกพันทิป

   

      จากประเด็นถกเถียงหลายแง่มุมดังกล่าว เห็นว่าความขัดแย้งทางความคิดครั้งนี้ยังหาข้อยุติไม่ได้ มีทั้งฝ่ายเห็นด้วย ฝ่ายเห็นต่าง และเป็นกลาง ซึ่งจุดยืนสำคัญในการโต้แย้งกับอูเบอร์และเป็นเหตุผลที่ทุกคนไม่อาจปฏิเสธได้ คือ การเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเชียงใหม่และการรับ – ส่งสาธารณะอย่างถูกกฎหมาย แต่ก็ยังมีประเด็นถกเถียงกันในเรื่องการเอาเปรียบผู้โดยสารและมารยาทการขับขี่ที่ไม่ค่อยดีนักของการบริการรถแดงที่ถูกพูดถึงมาเป็นระยะ ๆ ล่าสุดกับการเกิดขึ้นของอูเบอร์ (Uber) รถส่วนตัวที่ถูกนำมาใช้บริการรับ – ส่งผู้โดยสารโดยต้องเรียกผ่านแอพพลิเคชั่น ซึ่งยังเป็นอาชีพผิดกฎหมายนั้นกลับทำให้เรื่องเหล่านั้นถูกตอกย้ำมากขึ้น ๆ จนกลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่าการตอกย้ำความผิดพลาดซ้ำซากของรถแดงดังกล่าว เกิดขึ้นเพราะอะไร เพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้คนที่ต้องการใช้ขนส่งสาธารณะมีความต้องการเปลี่ยนไปด้วย เห็นว่าบริการดี ราคาถูก เรียกใช้สะดวก หรือเพราะคนเหล่านั้นต้องการหลีกหนีจากการผูกขาดของรถแดง ซึ่งเกิดจากการสะสมมาที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ กรณีตัวอย่างความขัดแย้งระหว่างผู้ให้บริการรถแดงกับผู้โดยสารมีมากมาย เช่น การคิดค่าบริการแพงเกินความจริง ความไม่เสถียรของราคาแม้จะเรียกใช้บริการในเส้นทางเดิม การจ่ายเหมารอบแต่ยังแวะรับผู้โดยสารตลอดเส้นทาง การปฏิเสธผู้โดยสาร เป็นต้น ทว่า ทุกอย่างมีดีย่อมส่งผลกระทบไม่ทางตรงก็ทางอ้อม จึงมีบางคนตั้งข้อสงสัยว่าอูเบอร์จะทำให้ระบบขนส่งของเชียงใหม่เกิดความวุ่นวาย ยากต่อการตรวจสอบ ควบคุมมากน้อยแค่ไหน และจะสามารถปรับตัวให้คงอยู่ในเชียงใหม่ หรือยอมรับว่าผิดกฎหมายและค่อย ๆ หายไป ซึ่งนั่นเป็นอนาคตที่ต้องติดตามการยื่นเรื่องเพื่อพยายามให้อูเบอร์เข้าสู่ระบบขนส่งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ณ ปัจจุบัน

      ของเก่าที่เคยชินกับของใหม่ที่ไม่รู้จะไว้ใจได้เพียงใด นำมาสู่การถกเถียงอย่างต่อเนื่องของคนเชียงใหม่เองและคนทั่วไปในสังคม จนปัจจุบันก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าการจัดการทั้งกับรถแดงและอูเบอร์จะเป็นอย่างไร ซ้ำร้ายประเด็นนี้ค่อย ๆ เงียบไปจากความสนใจ จากที่เคยเป็นเรื่องราวใหญ่โตถึงกับเคยเกิดการล่อจับอูเบอร์ของขนส่งเชียงใหม่มาแล้ว ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยหรือไม่ กับการยกเลิกรถแดงไม่ได้ แต่ก็ไม่มีการปรับปรุงภาพรวมการบริการให้ดีขึ้นสมกับการคงไว้เสียเลย

EDITORIAL

บทบรรณาธิการ

   

     ในภาคเหนือนั้นเมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนร้อนแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ความร้อนที่มากับฤดูกาล แต่ยังมีทั้งปัญหาหมอกควัน (พิษ) ที่มาเยือนเป็นประจำทุกปี ปัญหาน้ำเน่าเสียที่มากขึ้นซึ่งเป็นผลจากน้ำแล้ง และในปีนี้ยังมีข้อถกเถียงเพิ่มขึ้นในเรื่องการขนส่งสาธารณะระหว่างรถแดงกับอูเบอร์ จนทำให้ผู้คนในเชียงใหม่นั้นกลับมาฉุกคิดเรื่องคุณภาพชีวิตของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

      เมืองเชียงใหม่ซึ่งถือว่าเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งของประเทศไทย มีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ 7 แห่ง ห้างสรรพสินค้าอีกมากมาย วัดต่าง ๆ ที่อยู่ในทุกชมชน จะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็น ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา เชียงใหม่นั้นถือว่าเป็นเมืองที่พัฒนาที่สุดในภาคเหนือ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมีการพัฒนาที่มากขึ้น ทั้งนี้การจัดการของภาครัฐและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนถือว่ายังมีประสิทธิภาพไม่มากนัก ทำให้เกิดปัญหาอย่างที่กล่าวมา

      ความเสียหายปัญหามลพิษจากหมอกควันและฝุ่นละอองในอากาศที่เกิดขึ้นในช่วงหน้าร้อนในช่วง 4 – 5 ที่ผ่านมาส่งผลต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์ข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่านั้นได้รายงานว่า หมอกควันสร้างความสูญเสียต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวกว่า 2,000 ล้านบาท และทำให้มีผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น จากการวิจัยของนายแพทย์พงศ์เทพ วิวรธนะเดช คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าจังหวัดเชียงใหม่นั้นมีอัตราผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดเฉลี่ย 40 คนต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่ในภาคอื่น ๆ มีอัตราผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดเฉลี่ย 20 คนต่อประชากร 100,000 คน ชาวเชียงใหม่จึงเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งปอดสูงถึง 2 เท่าของคนในภาคอื่นหากปัญหาหมอกควันไม่ได้ทุเลาลง จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเพราะเพียงแค่อากาศที่สะอาดบริสุทธิ์ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรพึงจะได้ แต่ในปีนี้ปัญหาหมอกควันก็ยังคงอยู่และทำร้ายคนเชียงใหม่

      อีกทั้งคลองแม่ข่าซึ่งปัจจุบันกลายเป็นคลองน้ำทิ้ง ทั้งโรงงาน หมู่บ้าน ร้านค้า โรงแรม แม้ว่าจะมีกฎหมายบังคับให้ติดถังดักไขมันแล้วปัญหาก็ยังไม่ได้หายไป ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนที่สุดคือผู้ที่อยู่ปลายน้ำคือแถวบ้านป่าแดดใต้ ที่ต้องทนอยู่กับสภาพแวดล้อมที่แย่ต่อร่างกาย เพราะน้ำมีฟองกลิ่นเหม็นมาก และมาตรการที่ทางรัฐทำนั้นก็เป็นเพียงแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ทำให้ปัญหาเหล่านี้ก็ไม่ได้หายไปไหน

      การขนส่งในจังหวัดที่มีตัวเลือกน้อยมีเพียงแค่ รถแดง และ แท็กซี่ ปัจจุบันมีคู่แข่งจากต่างประเทศที่เข้ามาเพิ่มคืออูเบอร์ ซึ่งความคิดโดยรวมแล้วมีทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และกลาง ๆ กับบริการรถรับส่งอูเบอร์นี้ แต่สุดท้ายแล้วรัฐก็ไม่ได้อนุญาตให้อูเบอร์เข้ามาสู่ตลาดการขนส่งด้วยเหตุผลทางกฎหมาย ทำให้ผลเสียทั้งหมดนั้นตกลงไปอยู่ที่ผู้ใช้บริการที่สุดท้ายก็มีแค่ทางเลือกเดิมคือ รถแดงและแท็กซี่

      ปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นล้วนมีผลต่อประชาชนชาวเชียงใหม่โดยตรง และทางเลือกคนเชียงใหม่ก็ไม่มี แม้การที่จะสูดอากาศสะอาดบริสุทธิ์ในช่วงหน้าร้อนนั้นก็หายาก ชาวบ้านป่าแดดใต้ก็ยังต้องทนสภาพน้ำแม่ข่ารอระบายที่เหม็นเน่า และสุดท้ายคนเชียงใหม่เองก็ไม่มีทางเลือกอื่นที่จะใช้ในการเดินทางสาธารณะ ก็ยังคงต้องใช้รถแดงต่อไป 

TRAVEL

สถานที่ท่องเที่ยวในหน้าร้อน

ลลิตา ชูวิชัย

Sponsored Content

Every day is different

เติมความสุข ด้วยความต่าง 

ในวันว่างหน้าร้อน  At Chiangmai

      เชียงใหม่คือจังหวัดที่ติดอันดับต้น ๆ ในเรื่อง     ของสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย ด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และวัฒนธรรมประเพณีที่งดงามที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนา และด้วยสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศจากสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2558 ก็จะเห็นได้ว่า

     จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวนมากในไตรมาสที่ 1 และ 4 อยู่ที่ 2,619,549 คน และ 3,134,602 คน ตามลำดับในปี 2558 ส่วนในไตรมาสที่ 2 และ 3 นั้นอยู่ที่ 1,847,449 คน และ 1,684,707 คนตามลำดับ จึงสามารถบอกได้ว่าคนส่วนใหญ่เลือกที่จะมาสัมผัสอากาศที่เย็นยะเยือกของเชียงใหม่ในฤดูหนาวมากกว่าในฤดูอื่น ๆ อย่างฤดูฝนและฤดูร้อนที่ร้อนจนจะละลายแบบนี้มากกว่าร้อยละ 60 เลยทีเดียว

     เพื่อเป็นการเปิดมุมมองใหม่ ๆ วันนี้จึงจะพาผู้อ่านไปพบสถานที่เที่ยวในฤดูร้อนกันบ้าง รับรองว่าสวยงามไม่แพ้กับตอนฤดูหนาวเลยทีเดียว และแน่นอนว่าร้อน ๆ แบบนี้เราจะพาท่านผู้อ่านไปพบกับสถานที่คลายร้อนที่จะทำให้คุณผู้อ่านเย็นสบายขึ้นอย่างแน่นอน กับ 4 สถานที่คลายร้อนสุดชิลที่ใกล้ ๆ กับตัวเมืองให้ได้เลือกไปกัน

1. แก่งกื้ด

แก่งกื้ดตั้งอยู่อำเภอแม่แตง ห่างจากตัวเมือง 55 กิโลเมตร โดยใช้เวลาเดินทางเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้นคุณก็จะพบกับธรรมชาติที่สวยงาม และน้ำใสไหลเย็น ช่วยคลายร้อนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมล่องแก่งให้คุณได้ตื่นตาตื่นใจอีกด้วย

2. วนอุทยานน้ำตกบัวตอง – น้ำพุเจ็ดสี

ขยับมาอีกนิดที่วนอุทยานน้ำตกบัวตอง – น้ำพุเจ็ดสีที่ยังตั้งอยู่ในอำเภอแม่แตง โดยน้ำตกบัวตองเป็นน้ำตกที่สวยงามตามธรรมชาติโดยมีลักษณะพิเศษเป็นธารหินปูน ส่วนน้ำพุเจ็ดสีนั้นเป็นน้ำพุไหลพุ่งออกจากใต้ดินตลอดปี น้ำใส เป็นประกายสีรุ้งเมื่อกระทบแสงอาทิตย์ เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำที่ทำให้เกิดน้ำตกบัวตอง

3. น้ำตกหมอกฟ้า

น้ำตกหมอกฟ้า มีลักษณะโดดเด่นของตัวน้ำตกที่ตกลงมาจากหน้าผาสูงแล้วไหลลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่าง ก่อให้เกิดละอองน้ำกระเซ็นลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ เปรียบเสมือนสายหมอกสีขาวที่น่าจะเป็นที่มาของชื่อน้ำตกแห่งนี้นั่นเอง ที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเชียงใหม่ที่นิยมมาเล่นน้ำตก 

 4. ล่องแพแม่วาง

ย้ายจากอำเภอแม่ริมมาที่อำเภอแม่วางกันบ้าง ด้วยกิจกรรมยอดฮิตคือการล่องแพไม้ไผ่ที่แตกต่างจากที่อื่น เพราะแม่น้ำวางมีโขดหินมากมายที่ช่วยสร้างความสนุกและตื่นเต้น นอกจากนี้ยังมีน้ำตกแม่วางที่สามารถลงเล่นน้ำกันได้แบบคูล ๆ สร้างความประทับใจให้คุณไม่รู้ลืม

หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางและท่องเที่ยวมาทั้งวันแล้ว สำหรับคนที่กำลังมองหาที่พักหรือโรงแรมใจกลางเมืองและใกล้แหล่งท่องเที่ยวในเมืองเชียงใหม่ เราขอแนะนำโรงแรมยู นิมมาน ทางเลือกหนึ่งที่มีเอกลักษณ์และความผสมผสานระหว่างความโมเดิร์นอินดัสเทรียล ผสานเข้ากับกลิ่นอายล้านนาท้องถิ่นอย่างลงตัวทันสมัยของโรงแรมยู นิมมาน พร้อมด้วยห้องอาหาร สปา ห้องสมุด สระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่ ห้องออกกำลังกาย และพื้นที่สวนกว้างขวางให้ผู้เข้าพักได้รื่นรมย์ไปกับธรรมชาติต้นไม้นานาพรรณบนถนนนิมมานเหมินทร์ 

นอกจากนี้ ผู้เข้าพักยังจะได้รับบริการอาหารเช้าทุกที่ทุกเวลา (Breakfast Whenever/Wherever), การใช้ห้องพักได้ 24 ชม., การใช้จักรยานเพื่อขี่เที่ยวชมเมืองได้ฟรี, ห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือที่บอกเล่าประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมถึง U Choose Programme ที่ลูกค้าสามารถเลือกเครื่องใช้ตามความชอบส่วนตัวได้ เช่น หมอน กลิ่นสบู่ ชา และเพลงในห้องพัก เป็นต้น โดยสามารถเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ www.uhotelsresorts.com

 SPORT

บอลไทยโฉมใหม่! สมาคมฟุตบอลยื่นยุทธศาสตร์ 6 ด้านต่อฟีฟ่า

วีรทิต ฉมาธภัทร 

นายอภิสิทธิ์ อิ่มอำไพ หัวหน้าผู้ฝึกสอน สโมสรฟุตบอล เชียงใหม่ เอฟซี
« 1 ของ 2 »

   

      สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยได้ยื่นยุทธศาสตร์ 6 ด้านแก่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) โดยแผนแรกเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ด้านนายอภิสิทธิ์ อิ่มอำไพ หัวหน้าผู้ฝึกสอนเชียงใหม่ เอฟซี เชื่อยุทธศาสตร์ 6 ด้านพัฒนาบอลไทยได้แน่  เมื่อวันที่ 5 – 13 มีนาคม ที่ผ่านมา สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้ยื่นยุทธศาสตร์ 6 ด้านในการพัฒนาวงการฟุตบอลไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาว ในการประชุม FIFA Summit ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตามโครงการ FIFA Forward Project Based ที่มีนโยบายให้เงินสนับสนุนให้แก่ประเทศที่เขียนแผนพัฒนา 

     ปัจจุบันปี พ.ศ. 2560 สมาคมฯ กำลังดำเนินการมาถึงยุทธศาสตร์ที่ 3 และ 4 ตามแผนยุทธศาสตร์ที่ได้ระบุไว้ ซึ่งก็คือการดำเนินการจัดทำแผนพัฒนากีฬาฟุตบอลแห่งชาติระยะยาว 20 ปี โดยการรวบรวมผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายวงการเพื่อตั้งเป็นสภาปฏิรูปร่วมกันเขียนแผนพัฒนา และว่าจ้างบริษัทผู้ชำนาญการในการเขียนแผนเป็นผู้รวบรวมข้อมูลทั้งหมด เพื่อใช้เป็นแผนแม่บทตั้งแต่ปี 2560 – 2579 พร้อมกำหนดเป้าหมายชัดเจน ทั้งในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว และการวางแผนพัฒนาเยาวชน หรือ Youth Development Program ซึ่งได้จ้างบริษัท เอคโคโน เมธอด ซอคเกอร์ เซอร์วิส ที่มีประสบการณ์ในการทำงานกับอคาเดมีของสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาและเยาวชนของสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น โดยจะมีการดึงตัวโค้ชชาวสเปน เข้ามาคุมทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี 16 ปี 19 ปี และ 21 ปี รวมถึงการสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติและวางแผนหาสถานที่ต่อ ๆ ไป โดยวางแผนร่วมมือกับการกีฬาแห่งประเทศไทยฯ ในการใช้พื้นที่สนามกีฬาตามภูมิภาคต่าง ๆ  

      ขณะที่ในปี พ.ศ. 2561 จะมีแผนทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในด้านฟุตบอล โดยจะพัฒนาในรูปแบบของการแข่งขัน เช่น เทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในการถ่ายทอดสดฟุตบอลลีกภายในประเทศและในปีนี้ได้มีการเพิ่มโควต้านักฟุตบอลที่มีสัญชาติของประเทศอาเซียนในการแข่งขันฟุตบอล ได้แก่ M-150 แชมเปี้ยนชิพ ยูโร่ เค้ก ลีก และยูโร่ เค้ก ลีก โปร รวมทั้งจะเพิ่มในการแข่งขันโตโยต้า ไทยลีกในปีถัดไปด้วย ส่วนยุทธศาสตร์สุดท้ายที่จะจัดทำในปี 2562 คือการสร้างสนามฟุตบอลสำหรับทีมชาติแห่งใหม่ 

     ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ นายอภิสิทธิ์ อิ่มอำไพ หัวหน้าผู้ฝึกสอนสโมสรฟุตบอลเชียงใหม่ เอฟซี โดยทางนายอภิสิทธิ์ให้ความคิดเห็นกับกรณีการเสนอยุทธศาสตร์ทั้ง 6 ด้านที่สมาคมฟุตบอลยื่นไปว่า “ ผมคิดว่าการที่สมาคมฟุตบอลของเราได้ยื่นแผนพัฒนา อย่างไรก็ย่อมส่งผลดีต่อฟุตบอลของเราแน่นอน ปัจจุบันฟุตบอลไทยมีทิศทางการพัฒนาที่ดีมาก การจัดการ การบริหาร ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี ทั้งหมดก็จะส่งผลให้มาตราฐานการเล่นฟุตบอลของชาติเราก็จะดีมากขึ้น โดยเฉพาะการที่เราไปจ้างบริษัทเอคโคโน่ซึ่งเขามีประสบการณ์ในการปั้นเยาวชนขึ้นมา ตัวอย่างก็เช่นที่บาร์เซโลน่าก็เป็นผลงานของเขา ” 

      นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกรณีการเพิ่มโควต้านักเตะอาเซียนอีกว่า “ การเพิ่มนักเตะอาเซียน ข้อดีของมันก็คือการที่เราจะสามารถสร้างความสนใจแก่กลุ่มเป้าหมายที่เป็น กลุ่มชาวอาเซียนได้ อีกทั้งยังสร้างการแข่งขันในทีมให้นักเตะไทยนั้นพัฒนาขึ้นมา หากว่าคุณอยากเป็น 11 ตัวจริงในสนาม ส่วนผลเสียก็คือนักเตะไทยอาจจะได้เล่นน้อยลง แต่ก็ช่วยกระตุ้นให้นักเตะต้องพัฒนาตัวเอง ” 

     ส่วนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเชียงใหม่จากยุทธศาสตร์ที่สมาคมฟุตบอลเสนอไปนั้น นายอภิสิทธิ์มองว่า “ก็คงเป็นเรื่องที่มาจากการเพิ่มโควต้านักเตะอาเซียนครับ นักฟุตบอลท้องถิ่น หรือจากทีมเยาวชนของเราก็อาจจะได้รับโอกาสน้อยลง ก็เหมือนเป็นการปิดโอกาส แต่อีกแง่ก็คือพวกเขาก็จะได้เรียนรู้ฝีเท้าของนักเตะอาชีพจริง ๆ เรื่องที่สองก็คือการอบรมโค้ช ทำให้เราเองก็มีความรู้มากขึ้นในการใช้ฝึกสอนนักเตะของเราครับ สุดท้ายก็การที่จ้างเอคโคโน่เข้ามาทำทีม พวกเขามีความสามรถในการหานักเตะเยาวชนที่มีความสามารถอยู่แล้ว และผมคิดว่าเด็กเชียงใหม่ก็มีทักษะฟุตบอลที่ดีนะ ทำให้พวกเขาอาจมีโอกาสในการได้เป็นนักฟุตบอลเพื่อเป็นอาชีพของตัวเองในอนาคตก็ได้ 

      สุดท้ายนี้นายอภิสิทธิ์ได้ฝากข้อเสนอแนะไว้ว่า  “ อยากให้เน้นหรือการอบรมโค้ช โค้ชควรมีโปรไลเซนส์ ( Pro License ) อย่างญี่ปุ่นเนี่ย โค้ชแทบทุกคนเขามีโปรไลเซนส์กันหมดแล้วอีกอย่างการที่โค้ชมีความรู้มากขึ้น ก็จะเอาความรู้ที่ได้มาพัฒนาวงการฟุตบอลได้ แต่ผมชอบยุทธศาสตร์ที่เน้นการพัฒนาเยาวชนนะ อย่างการเอาเอคโคโน่เข้ามาช่วยเนี่ย ผมมองว่าเยาวชนสำคัญมาก เราต้องสร้างให้ได้ เพราะถ้านักฟุตบอลรุ่นนี้หมดไปเราต้องต่อยอดต่อทันที ไม่ใช่พอหมดยุคที่นักฟุตบอลเราเก่งแล้วอยู่ดีก็กลับไปตกต่ำอีกครั้ง มันไม่ได้นะ เรื่องเยาวชนเนี่ยสำคัญจริง ๆ “ 

ECONOMY

พนง. สถิติเศรษฐกิจเกษตรเชียงใหม่ชี้ราคาผักสดสูงขึ้นช่วงหน้าร้อนนี้ ผู้ค้าเผยพ่อค้าคนกลางเป็นคนกำหนดราคา

นเรศ พรมคำ

หลากหลายราคา : ราคาพืชผักชนิดต่าง ๆ ณ ตลาดเมืองใหม่ในวันที่ 6 เม.ย. 60 พบว่า แต่ละชนิดมีราคาเพิ่มขึ้นจากเดิมในอัตราที่ไม่เท่ากัน (นเรศ พรมคำ)

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 (เชียงใหม่) รายงาน ราคาผักสดจากสวนว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นในฤดูร้อนนี้  โดยสาเหตุมาจากสภาพอากาศและความต้องการของผู้บริโภคที่มากขึ้น  ซึ่งส่งผลต่อราคาผักสดในตลาดเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

       นางอรพิน  ปัญโญ  เจ้าพนักงานสถิติสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 (เชียงใหม่) ชี้แจงราคาผักสดจากสวนที่ทำการเก็บราคาผลผลิตทางการเกษตรของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรนั้นจะมีเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) กระจายอยู่ทุกอำเภอในจังหวัดเชียงใหม่คอยรายงานราคาผลผลิตทางการเกษตรมายังสำนักงานทุกสัปดาห์  ราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ออกมาจึงเป็นราคาเฉลี่ยผลผลิตทั่วทั้งจังหวัดเชียงใหม่  ซึ่งมีราคาสูงขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม  และคาดว่าจะมีแนวโน้มสูงขึ้นไปจนถึงเดือนมิถุนายน

      ทั้งนี้มาจากสาเหตุในเรื่องสภาพอากาศที่ร้อน ฝนไม่ตก ปริมาณน้ำที่ใช้เพาะปลูกก็มีน้อย สภาพพื้นที่ที่ปลูกไม่อุดมสมบูรณ์  จึงทำให้ได้ผลผลิตทางการเกษตรออกมาน้อย ประกอบกับความต้องการของผู้บริโภคที่มากขึ้น  ทำให้ราคาผักสดทั้งจากสวนและราคาในตลาดเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว  ทั้งนี้ราคาตลาดก็จะเพิ่มขึ้นเนื่องมาจากการหักต้นทุนค่าขนส่ง รวมไปถึงราคาเน่าเสียของผัก เพราะผักที่มาถึงตลาด คุณภาพบางส่วนก็ลดลง อีกทั้งวันหนึ่งอาจจะขายไม่หมด จึงมีความจำเป็นต้องบวกค่าเสียหายเหล่านี้เพิ่มไป ทำให้ราคาตลาดสูงกว่าราคาจากสวน แต่ทุกร้านในตลาดจะขายในราคาที่เท่า ๆ กัน 

      จากการสัมภาษณ์นางนวลลัดดา  มูลเมือง แม่ค้าขายผักสดในตลาดเมืองใหม่ ซึ่งรับผักมาจากพ่อค้าคนกลางที่กว้านซื้อจากชาวสวนมาอีกทอดหนึ่ง  ให้สัมภาษณ์ว่า ราคาผักในตลาดก็มาจากราคาพ่อค้าคนกลางเป็นคนกำหนด  เมื่อเพิ่มค่าราคาเน่าเสียของผักแล้ว  ก็จะขายได้ในราคาที่แพงขึ้นจากพ่อค้าคนกลาง แต่ด้วยความที่ตลาดเมืองใหม่เป็นตลาดขายส่ง จึงทำให้ผักที่นี่ขายเกือบหมดทุกวัน หากขายไม่หมดก็จะนำมาลงแผงขายตลาดตอนเช้าต่อ ในส่วนของราคาของผักสดที่เพิ่มขึ้น นางนวลลัดดาก็ให้สัมภาษณ์ตรงกับเจ้าพนักงานสถิติสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 (เชียงใหม่)  คือผักสดมีแนวโน้มราคาสูงขึ้นในช่วงฤดูร้อนนี้  ไม่ว่าจะเป็นคะน้า บร็อคเคอรี่ ถั่วฝักยาว หัวผักกาด ผักชีไทย พริกใหญ่สด  ทั้งนี้นางนวลลัดดาให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่ราคาผักสดมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นว่าความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ผลผลิตมีปริมาณน้อย ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากสภาพดินฟ้าอากาศที่ทำให้ผลผลิตออกมาไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร   

EDUCATION

มช. นำทีมเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย เดินหน้าโครงการประเทศไทยไร้หมอกรักษาการรองอธิการฯฝ่ายวิจัยมช. เผยใช้มาตรการเชิงรุกแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน   

ณวริศ เกศพิชญวัฒนา

 

   

     มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ได้นำทีมเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัยดำเนินงาน สำหรับการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมจังหวัดเชียงใหม่ โดยในปี พ.ศ.2560 ได้วางแผนปฎิบัติงานโครงการประเทศไทยไร้หมอกควันในเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการใช้มาตรการทางสังคม 60 วันงดเผา มาตรการทางเศรษฐกิจส่ง – เสริมการผลิตเชื้อเพลิงจากวัสดุเหลือทิ้ง และได้ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ  ภาคเอกชน องค์กรท้องถิ่นและประชาชน จัดตั้งศูนย์ภูมิสารสนเทศเพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขึ้นเพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาหมอกควัน 

     ในฐานะที่ มช. อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และด้วยความพร้อมทางศักยภาพความเชี่ยวชาญในการดำเนินงานวิจัย มช.จึงได้รับเลือกให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการวิจัยในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติจากเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย และเนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่ได้รับผลกระทบจากหมอกควันตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของทุกปีทำให้เกิดโครงการประเทศไทยไร้หมอกควันขึ้น โดยโครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการในพื้นที่ตัวอย่างใน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เพราะพื้นที่อำเภอแม่แจ่มมีไร่ข้าวโพดประมาณ 110,000 ไร่ การเก็บเกี่ยวผลผลิตแต่ละครั้งจะมีต่อซังข้าวโพดเหลือประมาณ 9,600 ตัน โดยมีเพียง 1,000 ตันที่ใช้วิธีการไถกลบ ส่วนที่เหลืออยู่ในพื้นที่ภูเขาชาวบ้านจำเป็นที่ต้องทำลายโดยใช้วิธีการเผา และการเผาที่นี่เพียงจุดเดียวก็ส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาหมอกควัน ไฟป่าในหลายพื้นที่ได้ จึงมีการประสานงานกับชุมชนในพื้นที่สร้างต้นแบบการเกษตรที่เหมาะสมเพื่อลดการทำเกษตรแบบพึ่งพาไฟ  

     รศ.ดร. สัมพันธ์ สิงหราชวราพันธ์ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย เผยว่า แผนการทำงานในปี พ.ศ.2560 ได้มีการตั้งเป้าการทำงานในเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการใช้มาตรการทางสังคม 60 วันงดเผา ซึ่งกำหนดมาเพื่อการควบคุมไม่ให้เกิดการเผาพร้อมกันจนควบคุมไม่ได้ ใครจะทำการเผาอะไรก็ตามแม้จะสิ้นสุดช่วงห้ามเผาไปแล้วต้องขออนุญาตจากทางอำเภอ โดยให้ใช้เตาเผาถ่านในช่วงงดเผา เพื่อเป็นทางออกแก่เกษตรกรให้สามารถกำจัดเศษวัชพืชที่เหลือใช้ทางการเกษตร และลดปัญหาหมอกควัน พร้อมกับมาตรการทางเศรษฐกิจส่งเสริมการผลิตเชื้อเพลิงจากวัสดุเหลือทิ้ง เช่น เศษไม้ เปลือกไม้ มูลสัตว์ เป็นต้นเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่งที่ใช้ในการเผา ไหม้ให้ความร้อนในโรงงานอุตสาหกรรม และมีแผนการผลิตเพื่อจำหน่ายต่อไปในอนาคตเป็นรายได้ให้แก่เกษตรกรอีกทางหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีในการดับไฟโดยมีตัวอย่างที่ใช้กันในต่างประเทศ การวิจัยพัฒนาเครื่องฟอกอากาศภายในบ้านให้มีราคาถูกและสะดวกต่อการใช้งาน เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ประชาชน

“ปัญหาหมอกควันเป็นปัญหาสำคัญที่ไม่เพียงกระทบเฉพาะภายในจังหวัดเชียงใหม่ แต่ยังส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศ  ซึ่งหากแก้ปัญหานี้ได้  เกิดผลดีต่อประเทศอย่างมหาศาล เพราะผลกระทบของมลพิษทางอากาศที่มีผลต่อโรคระบบทางเดินหายใจคิดเป็นร้อยละ 7.72 ของค่า GDP ของจังหวัดเชียงใหม่ หรือประมาณ 6,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้สร้างความเสียหายต่อมูลค่าการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี รวมมูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยกว่า 8,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมช.ได้พัฒนาและแก้ปัญหานี้เพื่อชาวเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหานี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายเราต้องหาทางออกให้กับเกษตรกรเหล่านั้นด้วย จึงต้องใช้เวลาในการแก้ไขระยะยาว เพื่อให้เกิดผลอย่างยั่งยืน” รศ.ดร. สัมพันธ์ กล่าวทิ้งท้าย

      นอกจากนี้ยังมีการนำงานวิจัยนี้ไปพัฒนาโดยบูรณาการร่วมกันระหว่าง จังหวัดเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา องค์การบริหารส่วนตำบล และกำนันผู้ใหญ่บ้าน ในการจัดตั้งศูนย์ภูมิสารสนเทศเพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขึ้นเพื่อเป็นฐานงานบริหารข้อมูลในการแก้ปัญหาในพื้นที่แม่แจ่ม

      นายสมเกียรติ มีธรรม ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิสารสนเทศเพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เผยว่า การทำงานของศูนย์ภูมิสารสนเทศฯ จะเป็นไปในรูปแบบของการจัดการบริหารฐานข้อมูลของพื้นที่แม่แจ่มและนำไปบริหารงานแก้ปัญหาภัยพิบัติ ซึ่งในขณะนี้คือปัญหาหมอกควัน โดยได้มีการรวบรวมข้อมูลบูรณาการจากหลากหลายหน่วยงาน เช่น  ข้อมูลที่ดินรายแปลง ภาพถ่ายทางดาวเทียม ข้อมูลบริเวณที่มีค่าความร้อนสูงผ่านดาวเทียม และแบ่งปันการใช้ข้อมูลกันในเครือข่ายเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการบริหารงานแก้ปัญหาภัยพิบัติ

     นายสมเกียรติ ได้กล่าวอีกว่า การประสานงานทำงานในรูปแบบบูรณาการจากหลายหน่วยงานเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะเราจะได้ข้อมูลมาจากหลายมุมมอง ทำให้สามารถแก้ปัญหาได้รอบด้านขึ้น รวมทั้งการที่มีหลากหลายหน่วยงานร่วมแรงร่วมใจกันจะช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืนได้

      นายธนงศักดิ์ ม่อนดอก ประธานกรรมการเครือข่ายชุมชนรักษ์ป่าแม่แจ่มซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชนที่ดูแลอนุรักษ์ป่าน้ำดินและการเกษตรในพื้นที่แม่แจ่ม ได้กล่าวว่า ในทุก ๆ ปีราคาผลผลิตข้าวโพดตกต่ำลงเรื่อย ๆ ทำให้เกษตรกรแม่แจ่มอยากหันไปทำอาชีพอื่นหรือเกษตรแบบอื่น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอยู่แล้ว การที่มีหน่วยงานจากหลายภาคส่วนมาช่วยดูแลจะยิ่งเป็นประโยชน์กับคนในชุมชน เกษตรกรในพื้นที่ทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือในการเปลี่ยนแปลงแม่แจ่ม เตาเผาถ่านก็เป็นหนึ่งทางออกที่ดีให้กับเกษตรกร แม้ว่าจะยังมีไม่พอใช้ในทุกพื้นที่แต่ก็ช่วยแก้ปัญหาควันจากการเผาซังข้าวโพดและยังเป็นการเพิ่มช่องทางหารายได้อีกหนึ่งช่องทางให้กับเกษตรกรอีกด้วย 

IGNITE

Nice job Good job 

 

      เมื่อผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าใดสินค้าหนึ่ง คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้บริโภคนั้นต้องมองรูปลักษณ์ของสินค้าว่าสินค้าออกแบบมาสวยดึงดูดลูกค้าหรือไม่ ตราสินค้ามีความน่าสนใจและน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ซึ่งในวันนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับงานที่คอยอยู่เบื้องหลังความสวยงามของสินค้าเหล่านั้นกัน

      ถ้าพูดถึงงานศิลปะในความคิดของผู้อ่านอาจเป็นแค่รูปวาดรูปหนึ่งที่ดูสวยงาม อยู่ตามนิทรรศการต่าง ๆ ที่ศิลปินนำไปแสดง หรือขายตามห้างสรรพ-สินค้า ไนท์บาร์ซ่า แต่แท้จริงแล้วงานศิลปะนั้นสามารถนำมาเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น โดยการนำงานศิลปะมาประยุกต์ให้กลายเป็นธุรกิจ เช่น การนำงานศิลปะมาใช้เป็นตราสินค้า สิ่งนี้เรียกว่า พาณิชย์ศิลป์ ( Commercial Art )

       พาณิชย์ศิลป์ ตามพระราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ให้ความหมายของพาณิชย์ว่า การค้าขาย และศิลป์คือ ฝีมือ ,  ฝีมือทางการช่าง , การทำให้วิจิตรพิสดารเมื่อนำมารวมกันจึงได้หมายความใหม่ว่า งานฝีมือเพื่อการค้าขาย ซึ่งในความเป็นจริงไม่ใช่แค่การนำรูปไปวางบนสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่าเท่านั้นยังรวมไปถึงการออกแบบงานสินค้าและบริการ ทั้งการจัดงานอีเว้นท์ งานออกแบบสินค้าและการตกแต่งสิ่งต่าง ๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ให้เข้ากับศิลปะได้

       เรามาทำความรู้จักกับผู้ที่ทำงานอยู่ในวงการนี้ คุณคริสนพัฒน์  เมธาฤกษ์ หรือที่บางท่านรู้จักในวงการนาม SOPER คุณคริสนั้นมีความถนัดในทางศิลปะที่เรียกกันว่า  ศิลปะข้างถนน หรือ Street Art และได้นำศิลปะประเภทนี้ประยุกต์เข้ากับสินค้า เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เขาได้สร้างสรรค์ผลงานในเชิงพาณิชย์ศิลป์หลาก-หลายรูปแบบซึ่งเป็นงานที่ลงมือทำและจำหน่ายเอง เช่น การเพ้นท์เสื้อขาย การออกแบบสติ๊กเกอร์ ยังมีงานประจำที่ยังอยู่ในพาณิชย์ศิลป์คือออกแบบและจัดงานอีเว้นท์ต่าง ๆ อย่างงานที่พึ่งผ่านมาคืองาน XANAX  ซึ่งเป็นงานอีเว้นท์พาณิชย์ศิลป์ในแนวฮิปฮอป โดยภายในงานยังมีการแข่งขันร้องเพลงแร็พ นอกจากนั้นยังได้เผยแพร่ผลงานในอินเตอร์เน็ตทั้งในและต่างประเทศ มีชาวต่างชาติชื่นชอบในผลงาน ถึงกับเคยมีคนซื้อรูปไปทำเป็นปกอัลบั้มเพลงอีกด้วย สุดท้ายคุณคริสให้ความเห็นว่า “ ถึงแม้ว่าจะทำงานที่ชอบ แต่ก็ต้องมีส่วนที่เบื่อและไม่ชอบอยู่บ้าง มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณชอบมากพอที่จะอดทนกับสิ่งที่ไม่ชอบได้หรือไม่ ” 

     

“ อาชีพไหนก็สามารถสร้างรายได้ให้แก่คุณได้ทั้งนั้น แต่อยู่ที่ว่าคุณชอบหรือไม่ชอบ แต่ถ้าคุณชอบในงานที่ทำ สิ่งนั้นก็จะสามารถสร้างความสุขให้แก่คุณได้ทุกวัน ”