ENVIRONMENT

“50 บ่อบำบัด” หัวใจหลัก แก้ปัญหาน้ำเน่าเสียคลองแม่ข่า นักวิชาชี้จะคุ้มค่าเมื่อได้ผล

ธัญวัฒน์ กาวิล , อัมพร ลุงสุ

สภาพน้ำคลองแม่ข่า : น้ำคลองแม่ข่า บริเวณประตูระบายน้ำ ต. ป่าแดด นั้นมีสีดำ และส่งกลิ่นเหม็นรบกวนผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณโดยรอบ และยังมีฟองสีขาวจำนวนมากลอยอยู่เหนือน้ำ สืบเนื่องมาจากสารพิษชนิดต่าง ๆ ที่อยู่ในน้ำ (ชนม์นิภา เชื้อดวงผุย)
« 1 ของ 4 »

   

นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กล่าว สร้าง 50 บ่อบำบัด หยุดน้ำเสียลงคลองแม่ข่า คือหัวใจหลักของการแก้ปัญหา ด้านนักวิชาการแนะจะคุ้มค่าเมื่อทุกบ่อสามารถใช้งานได้เต็มกำลัง ทั้งยังชี้ให้ชาวบ้านแยกขยะจากน้ำก่อนปล่อยลงท่อระบายน้ำ

จากปัญหาคลองแม่ข่าที่มีน้ำเน่าเสียตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ทำให้หลายภาคส่วนต้องร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการออกตรวจการลักลอบปล่อยน้ำเสียที่ยังไม่ผ่านการบำบัดอย่างเข้มงวดจากเจ้าหน้าที่เทศบาลนครเชียงใหม่ การติดตั้งกังหัน การให้สร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้างจิตสำนึกให้แก่ชาวบ้านให้ตระหนักถึงความสำคัญของน้ำ การเก็บขยะ หรือแม้แต่การขุดลอกลำคลองแม่ข่า เพื่อให้ปัญหาดังกล่าวบรรเทาลง

นาย ทัศนัย บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองแม่ข่า มี 3 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 เป็นการเอาน้ำดีมาเติม เป็นการบรรเทาปัญหาเพียงชั่วคราว ขั้นตอนที่ 2 การบำบัดน้ำเสียอยู่แล้ว โดยการขุดลอกคลอง ติดตั้งกังหันและจ้างคนงานตักขยะโดยตรง ปลูกพืชที่ดูดสิ่งปฏิกูล ทำฝายชะลอน้ำ เป็นต้น และขั้นตอนที่ 3 การหยุดน้ำเสียลงคลองแม่ข่า ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักของการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยขณะนี้ทางเทศบาลนครเชียงใหม่กำลังมีแผนจัดทำบ่อบำบัดขนาดเล็ก จำนวน 50 บ่อ ไว้ตลอดริมคลองแม่ข่าตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ (เฉพาะในเขตความดูแลของเทศบาลนครเชียงใหม่เท่านั้น) โดยขนาดของบ่อบำบัดจะมีขนาดประมาณ 10×12 เมตร (120 ตารางเมตร) โดยปีนี้จะเริ่มมีการก่อสร้างจำนวน 3 บ่อ ในเดือนพฤศจิกายน แถวบริเวณโรงพยาบาลตาเซนปีเตอร์ และคาดการณ์ว่าจะสามารถเห็นผลได้ภายในปีถัดไป   

ผศ. ดร. วสันต์ จอมภักดี นักวิชาการคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า แผนจัดทำบ่อบำบัดขนาดเล็ก จำนวน 50 บ่อ ที่ทางเทศบาลนครเชียงใหม่จะสร้างขึ้นตลอดริมคลองแม่ข่านั้นถือเป็นแนวความคิดที่ดี คือการหยุดน้ำเสียก่อนปล่อยลงคลองแม่ข่า แต่จะเกิดความคุ้มค่าหรือไม่นั้น ก็ต่อเมื่อบ่อทั้งหมดสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเต็มกำลังทุกบ่อ เนื่องจากตลอดริมคลองแม่ข่านั้นมีระดับความเน่าเสียของน้ำที่แตกต่างกัน 

ผศ. ดร. วสันต์ ให้ข้อเสนอแนะอีกว่า การแก้ไขปัญหาประชาชนจะต้องช่วยกันเฝ้าระวังรายงานปัญหาให้แก่หน่วยงานภาครัฐ โดยบทบาทของประชาชน คือ เรียกร้องและแจ้งความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นให้แก่หน่วยงานภาครัฐได้รับรู้ ทั้งนี้ยังต้องช่วยกันแยกเศษขยะ เศษอาหารออกจากน้ำก่อนปล่อยลงท่อระบายน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง ติดตาม ตรวจสอบอย่าง เคร่งครัด สร้างจิตสำนึก ความรับผิดชอบ ให้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ และทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้  

และนายอรรณนพ คุณารัตน์ ชาวบ้านริมคลองแม่ข่า กล่าวว่า อาศัยอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่มาเป็นเวลา 40 – 50 ปีแล้ว เห็นความเปลี่ยนแปลงของคลองแม่ข่า ซึ่งแต่เดิมเป็นลำน้ำธรรมดา ต่อมาในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สีน้ำของคลองแม่ข่าเริ่มกลายเป็นสีดำและส่งกลิ่นเหม็นรบกวน เนื่องจากเกิดความเน่าเสีย แต่ปัจจุบันได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นขุดลอกคลอง เก็บขยะ ใส่จุลินทรีย์ลงไปในน้ำ ทำให้สถานการน้ำเน่าเสียในปัจจุบันเริ่มดีขึ้น

จากการสังเกตอาคาร บ้านเรือน สถานประกอบการ รวมถึงการสัมภาษณ์ชาวบ้านและผู้ประกอบการบางส่วนที่ตั้งอยู่บริเวณริมคลองแม่ข่าในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ พบว่า บ้านเก่าที่มีอายุมากสร้างมานานหลายปี จะไม่มีบ่อบำบัดน้ำเสีย หรือบ่อพักน้ำ แต่สถานประกอบการ บ้านเรือนที่ถูกสร้างเมื่อไม่นานมานี้จะมีบ่อพักน้ำหรือบ่อบำบัดน้ำเสียอยู่ในตัวอาคาร หรือใกล้ตัวอาคาร เพื่อเป็นการกรองขยะ เศษอาคารและดักไขมัน ก่อนลงสู่ท่อระบายน้ำต่อไป

ปัญหาคลองแม่ข่า

EDITORIAL

บทบรรณาธิการ

   

     ในภาคเหนือนั้นเมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนร้อนแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ความร้อนที่มากับฤดูกาล แต่ยังมีทั้งปัญหาหมอกควัน (พิษ) ที่มาเยือนเป็นประจำทุกปี ปัญหาน้ำเน่าเสียที่มากขึ้นซึ่งเป็นผลจากน้ำแล้ง และในปีนี้ยังมีข้อถกเถียงเพิ่มขึ้นในเรื่องการขนส่งสาธารณะระหว่างรถแดงกับอูเบอร์ จนทำให้ผู้คนในเชียงใหม่นั้นกลับมาฉุกคิดเรื่องคุณภาพชีวิตของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

      เมืองเชียงใหม่ซึ่งถือว่าเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งของประเทศไทย มีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ 7 แห่ง ห้างสรรพสินค้าอีกมากมาย วัดต่าง ๆ ที่อยู่ในทุกชมชน จะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็น ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา เชียงใหม่นั้นถือว่าเป็นเมืองที่พัฒนาที่สุดในภาคเหนือ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมีการพัฒนาที่มากขึ้น ทั้งนี้การจัดการของภาครัฐและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนถือว่ายังมีประสิทธิภาพไม่มากนัก ทำให้เกิดปัญหาอย่างที่กล่าวมา

      ความเสียหายปัญหามลพิษจากหมอกควันและฝุ่นละอองในอากาศที่เกิดขึ้นในช่วงหน้าร้อนในช่วง 4 – 5 ที่ผ่านมาส่งผลต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์ข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่านั้นได้รายงานว่า หมอกควันสร้างความสูญเสียต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวกว่า 2,000 ล้านบาท และทำให้มีผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น จากการวิจัยของนายแพทย์พงศ์เทพ วิวรธนะเดช คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าจังหวัดเชียงใหม่นั้นมีอัตราผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดเฉลี่ย 40 คนต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่ในภาคอื่น ๆ มีอัตราผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดเฉลี่ย 20 คนต่อประชากร 100,000 คน ชาวเชียงใหม่จึงเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งปอดสูงถึง 2 เท่าของคนในภาคอื่นหากปัญหาหมอกควันไม่ได้ทุเลาลง จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเพราะเพียงแค่อากาศที่สะอาดบริสุทธิ์ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรพึงจะได้ แต่ในปีนี้ปัญหาหมอกควันก็ยังคงอยู่และทำร้ายคนเชียงใหม่

      อีกทั้งคลองแม่ข่าซึ่งปัจจุบันกลายเป็นคลองน้ำทิ้ง ทั้งโรงงาน หมู่บ้าน ร้านค้า โรงแรม แม้ว่าจะมีกฎหมายบังคับให้ติดถังดักไขมันแล้วปัญหาก็ยังไม่ได้หายไป ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนที่สุดคือผู้ที่อยู่ปลายน้ำคือแถวบ้านป่าแดดใต้ ที่ต้องทนอยู่กับสภาพแวดล้อมที่แย่ต่อร่างกาย เพราะน้ำมีฟองกลิ่นเหม็นมาก และมาตรการที่ทางรัฐทำนั้นก็เป็นเพียงแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ทำให้ปัญหาเหล่านี้ก็ไม่ได้หายไปไหน

      การขนส่งในจังหวัดที่มีตัวเลือกน้อยมีเพียงแค่ รถแดง และ แท็กซี่ ปัจจุบันมีคู่แข่งจากต่างประเทศที่เข้ามาเพิ่มคืออูเบอร์ ซึ่งความคิดโดยรวมแล้วมีทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และกลาง ๆ กับบริการรถรับส่งอูเบอร์นี้ แต่สุดท้ายแล้วรัฐก็ไม่ได้อนุญาตให้อูเบอร์เข้ามาสู่ตลาดการขนส่งด้วยเหตุผลทางกฎหมาย ทำให้ผลเสียทั้งหมดนั้นตกลงไปอยู่ที่ผู้ใช้บริการที่สุดท้ายก็มีแค่ทางเลือกเดิมคือ รถแดงและแท็กซี่

      ปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นล้วนมีผลต่อประชาชนชาวเชียงใหม่โดยตรง และทางเลือกคนเชียงใหม่ก็ไม่มี แม้การที่จะสูดอากาศสะอาดบริสุทธิ์ในช่วงหน้าร้อนนั้นก็หายาก ชาวบ้านป่าแดดใต้ก็ยังต้องทนสภาพน้ำแม่ข่ารอระบายที่เหม็นเน่า และสุดท้ายคนเชียงใหม่เองก็ไม่มีทางเลือกอื่นที่จะใช้ในการเดินทางสาธารณะ ก็ยังคงต้องใช้รถแดงต่อไป 

EDUCATION

มช. นำทีมเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย เดินหน้าโครงการประเทศไทยไร้หมอกรักษาการรองอธิการฯฝ่ายวิจัยมช. เผยใช้มาตรการเชิงรุกแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน   

ณวริศ เกศพิชญวัฒนา

 

   

     มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ได้นำทีมเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัยดำเนินงาน สำหรับการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมจังหวัดเชียงใหม่ โดยในปี พ.ศ.2560 ได้วางแผนปฎิบัติงานโครงการประเทศไทยไร้หมอกควันในเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการใช้มาตรการทางสังคม 60 วันงดเผา มาตรการทางเศรษฐกิจส่ง – เสริมการผลิตเชื้อเพลิงจากวัสดุเหลือทิ้ง และได้ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ  ภาคเอกชน องค์กรท้องถิ่นและประชาชน จัดตั้งศูนย์ภูมิสารสนเทศเพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขึ้นเพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาหมอกควัน 

     ในฐานะที่ มช. อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และด้วยความพร้อมทางศักยภาพความเชี่ยวชาญในการดำเนินงานวิจัย มช.จึงได้รับเลือกให้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลการวิจัยในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติจากเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย และเนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่ได้รับผลกระทบจากหมอกควันตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของทุกปีทำให้เกิดโครงการประเทศไทยไร้หมอกควันขึ้น โดยโครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการในพื้นที่ตัวอย่างใน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เพราะพื้นที่อำเภอแม่แจ่มมีไร่ข้าวโพดประมาณ 110,000 ไร่ การเก็บเกี่ยวผลผลิตแต่ละครั้งจะมีต่อซังข้าวโพดเหลือประมาณ 9,600 ตัน โดยมีเพียง 1,000 ตันที่ใช้วิธีการไถกลบ ส่วนที่เหลืออยู่ในพื้นที่ภูเขาชาวบ้านจำเป็นที่ต้องทำลายโดยใช้วิธีการเผา และการเผาที่นี่เพียงจุดเดียวก็ส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาหมอกควัน ไฟป่าในหลายพื้นที่ได้ จึงมีการประสานงานกับชุมชนในพื้นที่สร้างต้นแบบการเกษตรที่เหมาะสมเพื่อลดการทำเกษตรแบบพึ่งพาไฟ  

     รศ.ดร. สัมพันธ์ สิงหราชวราพันธ์ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย เผยว่า แผนการทำงานในปี พ.ศ.2560 ได้มีการตั้งเป้าการทำงานในเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการใช้มาตรการทางสังคม 60 วันงดเผา ซึ่งกำหนดมาเพื่อการควบคุมไม่ให้เกิดการเผาพร้อมกันจนควบคุมไม่ได้ ใครจะทำการเผาอะไรก็ตามแม้จะสิ้นสุดช่วงห้ามเผาไปแล้วต้องขออนุญาตจากทางอำเภอ โดยให้ใช้เตาเผาถ่านในช่วงงดเผา เพื่อเป็นทางออกแก่เกษตรกรให้สามารถกำจัดเศษวัชพืชที่เหลือใช้ทางการเกษตร และลดปัญหาหมอกควัน พร้อมกับมาตรการทางเศรษฐกิจส่งเสริมการผลิตเชื้อเพลิงจากวัสดุเหลือทิ้ง เช่น เศษไม้ เปลือกไม้ มูลสัตว์ เป็นต้นเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่งที่ใช้ในการเผา ไหม้ให้ความร้อนในโรงงานอุตสาหกรรม และมีแผนการผลิตเพื่อจำหน่ายต่อไปในอนาคตเป็นรายได้ให้แก่เกษตรกรอีกทางหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีในการดับไฟโดยมีตัวอย่างที่ใช้กันในต่างประเทศ การวิจัยพัฒนาเครื่องฟอกอากาศภายในบ้านให้มีราคาถูกและสะดวกต่อการใช้งาน เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ประชาชน

“ปัญหาหมอกควันเป็นปัญหาสำคัญที่ไม่เพียงกระทบเฉพาะภายในจังหวัดเชียงใหม่ แต่ยังส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศ  ซึ่งหากแก้ปัญหานี้ได้  เกิดผลดีต่อประเทศอย่างมหาศาล เพราะผลกระทบของมลพิษทางอากาศที่มีผลต่อโรคระบบทางเดินหายใจคิดเป็นร้อยละ 7.72 ของค่า GDP ของจังหวัดเชียงใหม่ หรือประมาณ 6,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้สร้างความเสียหายต่อมูลค่าการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี รวมมูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยกว่า 8,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมช.ได้พัฒนาและแก้ปัญหานี้เพื่อชาวเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหานี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายเราต้องหาทางออกให้กับเกษตรกรเหล่านั้นด้วย จึงต้องใช้เวลาในการแก้ไขระยะยาว เพื่อให้เกิดผลอย่างยั่งยืน” รศ.ดร. สัมพันธ์ กล่าวทิ้งท้าย

      นอกจากนี้ยังมีการนำงานวิจัยนี้ไปพัฒนาโดยบูรณาการร่วมกันระหว่าง จังหวัดเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา องค์การบริหารส่วนตำบล และกำนันผู้ใหญ่บ้าน ในการจัดตั้งศูนย์ภูมิสารสนเทศเพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขึ้นเพื่อเป็นฐานงานบริหารข้อมูลในการแก้ปัญหาในพื้นที่แม่แจ่ม

      นายสมเกียรติ มีธรรม ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิสารสนเทศเพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เผยว่า การทำงานของศูนย์ภูมิสารสนเทศฯ จะเป็นไปในรูปแบบของการจัดการบริหารฐานข้อมูลของพื้นที่แม่แจ่มและนำไปบริหารงานแก้ปัญหาภัยพิบัติ ซึ่งในขณะนี้คือปัญหาหมอกควัน โดยได้มีการรวบรวมข้อมูลบูรณาการจากหลากหลายหน่วยงาน เช่น  ข้อมูลที่ดินรายแปลง ภาพถ่ายทางดาวเทียม ข้อมูลบริเวณที่มีค่าความร้อนสูงผ่านดาวเทียม และแบ่งปันการใช้ข้อมูลกันในเครือข่ายเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการบริหารงานแก้ปัญหาภัยพิบัติ

     นายสมเกียรติ ได้กล่าวอีกว่า การประสานงานทำงานในรูปแบบบูรณาการจากหลายหน่วยงานเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะเราจะได้ข้อมูลมาจากหลายมุมมอง ทำให้สามารถแก้ปัญหาได้รอบด้านขึ้น รวมทั้งการที่มีหลากหลายหน่วยงานร่วมแรงร่วมใจกันจะช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืนได้

      นายธนงศักดิ์ ม่อนดอก ประธานกรรมการเครือข่ายชุมชนรักษ์ป่าแม่แจ่มซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชนที่ดูแลอนุรักษ์ป่าน้ำดินและการเกษตรในพื้นที่แม่แจ่ม ได้กล่าวว่า ในทุก ๆ ปีราคาผลผลิตข้าวโพดตกต่ำลงเรื่อย ๆ ทำให้เกษตรกรแม่แจ่มอยากหันไปทำอาชีพอื่นหรือเกษตรแบบอื่น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอยู่แล้ว การที่มีหน่วยงานจากหลายภาคส่วนมาช่วยดูแลจะยิ่งเป็นประโยชน์กับคนในชุมชน เกษตรกรในพื้นที่ทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือในการเปลี่ยนแปลงแม่แจ่ม เตาเผาถ่านก็เป็นหนึ่งทางออกที่ดีให้กับเกษตรกร แม้ว่าจะยังมีไม่พอใช้ในทุกพื้นที่แต่ก็ช่วยแก้ปัญหาควันจากการเผาซังข้าวโพดและยังเป็นการเพิ่มช่องทางหารายได้อีกหนึ่งช่องทางให้กับเกษตรกรอีกด้วย