SOCIAL

ผู้ติดสุรา ชม. ยังเพิ่ม สวนทางจำนวนผู้ป่วยสุราสวนปรุงปีล่าสุด จิตแพทย์ เล็ง ลดจำนวนนักดื่มหน้าใหม่

ผู้ติดสุราเชียงใหม่เพิ่ม : ผู้ติดสุราเชียงใหม่ยังเพิ่มขึ้น สวนทางกับจำนวนผู้ติดสุราที่มารับการรักษาปีล่าสุดของสวนปรุงที่ลดลง เหตุเพราะบางส่วนไปรับการรักษาตามโรงพยาบาลชุมชน และนักดื่มส่วนใหญ่มีปัญหาการไม่ยอมรับว่าเป็นผู้ติดสุราหรือเป็นผู้อยู่ในภาวะเสี่ยงเป็นผู้ติดสุรา โดยมีเหตุผลหลัก คือ คิดว่าดื่มแล้วไม่ติด ชอบเข้าสังคม และอื่น ๆ (ปฏิภาค วิภาสกุลเด่น)

สุนิสา จินเพชร

   

      จิตแพทย์สวนปรุง เผย แม้สติถิผู้ป่วยสุรา (ผู้ติดสุราที่มารักษา) ของสวนปรุงปีล่าสุดลดลง แต่จำนวนผู้ติดสุราในเชียงใหม่ยังเพิ่มขึ้น เพราะผู้ติดสุราหันไปรักษาโรงพยาบาลใกล้บ้าน ทั้งมีผู้เสี่ยงติดสุราและผู้ไม่ยอมรับว่าติดสุราอีกส่วนหนึ่ง ชี้ครอบครัวมีผลต่อการตัดสินใจเลิกดื่ม คาดปี 60 ผู้ป่วยสุราที่สวนปรุงยังนิ่ง แต่เล็งลดจำนวนนักดื่มหน้าใหม่ ด้านสาธารณสุขจังหวัด แจง ไม่มีการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการดื่ม เพราะไม่มีนโยบายจากส่วนกลาง หากเก็บจริงเชื่อว่าผู้ดื่มบอกความจริงไม่หมด ส่งผลต่อความคลาดเคลื่อนของข้อมูล ฝ่ายผู้ดื่มไม่เห็นด้วยว่ามาตรการลดจำนวนนักดื่มหน้าใหม่จะทำได้จริง

      จากสถิติจำนวนผู้ป่วยสุราจังหวัดเชียงใหม่ที่เข้ามารักษาที่โรงพยาบาลสวนปรุง ปี พ.ศ. 2559 ลดลงจากปีที่แล้ว พญ. กิตติวรรณ เทียมแก้ว จิตแพทย์ประจำ โรงพยาบาลสวนปรุง เผยว่า โรงพยาบาลสวนปรุงเป็นเพียงอีกหนึ่งแห่งที่ให้บริการรักษาผู้ที่ดื่มสุราแล้วมีปัญหา เพราะยังมีโรง-พยาบาลอื่น ๆ ที่สามารถรักษาผู้ติดสุราได้ ดังนั้นจำนวนผู้ป่วยสุราที่รับการรักษาที่สวนปรุงไม่ได้แสดงถึงจำนวนผู้ติดสุราในเชียงใหม่ที่แท้จริง เพราะจำนวนผู้ติดสุราในเชียงใหม่จริง ๆ ไม่ได้ลดลง แต่ส่วนหนึ่งไปรักษาที่โรงพยาบาลชุมชนใกล้บ้านมากขึ้น เนื่องจากช่วงระยะหลังทางสวนปรุงได้เข้าไปให้ความรู้เกี่ยวกับการบำบัดผู้ติดสุราแก่โรงพยาบาลชุมชนต่าง ๆ ดังนั้นหมอและพยาบาลก็จะสามารถรักษาผู้ที่มีปัญหาเรื่องสุราในระดับไม่รุนแรงได้ รวมทั้งเชียงใหม่ยังมีผู้ติดสุราที่ไม่ยอมรับว่าตนติดสุราและผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงเป็นผู้ติดสุราอีกส่วนหนึ่ง โดยแนวโน้มผู้ที่จะเข้ามารับการรักษาในปี 2560 อาจจะไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมามากเพราะปัญหา คือ ปัจจุบันการขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นธุรกิจการค้ามีการพัฒนาสูตร คิดค้นเครื่องดื่มใหม่ ๆ เช่น เหล้าปั่น หมาดำ เป็นต้น เพื่อพยายามหานักดื่มหน้าใหม่ที่เป็นผู้หญิงหรือนักดื่มที่อายุน้อยลง 

      “ผู้ป่วยสุราส่วนมากจะเป็นวัยทำงาน แล้วถ้าไปถามเขาจะรู้ว่ามักเริ่มดื่มตั้งแต่วัยรุ่น เพราะอยากลองหรือเพื่อนชวน หลังจากนั้นจะเคยชินจนเป็นนิสัย ซึ่งในความจริงแล้วนักดื่มกระจายอยู่ทุกวัย แต่ที่วัยทำงานมีจำนวนการเข้ามารักษาการติดสุรามากเพราะเกิดจากการสะสมและปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่การงาน เช่น ปีแรก ๆ ที่ดื่มก็อาจจะไม่เกิดปัญหาทางสุขภาพมาก พอ 2 – 5 ปี เข้าสู่วัยทำงานก็ดื่มจนเสียการเสียงาน ทำให้นายจ้างมีบทลงโทษให้มารักษา” พญ. กิตติวรรณ กล่าว

      พญ. กิตติวรรณ กล่าวอีกว่า สวนปรุงจึงมีแนวทางการแก้ไขปัญหาผู้ติดสุรา โดยการลดจำนวนนักดื่มหน้าใหม่ในเชียงใหม่ ซึ่งสวนปรุงมีบทบาทในสื่อท้องถิ่น เช่น ทีวีช่อง 11 ในภาคเหนือตอนบนที่เผยแพร่ให้ความรู้ การรณรงค์ มีเบอร์โทรศัพท์สายด่วน 053-276750 ที่ประชาชนสามารถติดต่อขอคำปรึกษาได้ หรือเว็บไซต์ www.suanprung.go.th แต่ไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหา สังคม เยาวชน รวมถึงสื่อมวลชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เนื่องจากโรงพยาบาลมีหน้าที่บำบัดรักษาผู้ที่ดื่มจนเกิดปัญหาแล้ว การโฆษณาที่มีภาพแสดงถึงการสังสรรค์ การโพสต์เวลาไปสถานบันเทิงลงสื่อออนไลน์ การเชื้อเชิญให้เยาวชนอายุน้อยมาดื่มสุรา การดื่มสุราตามเทศกาลต่าง ๆ จนกลายเป็นเรื่องปกติ เหล่านี้คือปัญหาหลักที่ทำให้จำนวนคนที่อยู่ในวงจรการดื่มสุราเพิ่มขึ้น ส่วนปัญหาผู้ติดสุราที่ไม่ยอมรับว่าตนติดสุราและผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงเป็นผู้ติดสุรา เพราะส่วนใหญ่คิดว่าดื่มสุราแล้วไม่ติด ผลร้ายแรงที่สุดสำหรับกรณีนี้ คือ อาจทำให้ตัวเองเสี่ยงถึงชีวิต รวมถึงผลกระทบต่อสังคม เช่น เมาแล้วขับ การทะเลาะวิวาท เป็นต้น วิธีแก้ปัญหาที่ดี คือ การชี้ปัญหาที่เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ทั้งต่อสุขภาพตัวเขาเอง การสร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวและคนรอบข้างมากกว่าการที่ไปบอกว่าเขาติดสุราเพราะจะยิ่งทำให้ผู้ติดสุราต่อต้าน เนื่องจากบางคนอาจจะไม่ได้อยากเลิกดื่มสุราเพราะตัวเอง แต่อยากเลิกเพื่อคนที่เขารัก จึงต้องเพิ่มแรงจูงใจในการเลิกดื่มสุราโดยคนใกล้ตัวเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด เช่น  พ่อแม่ ภรรยา ลูก เป็นต้น

      นายทวีศักดิ์ จินต์จิระนันท์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่  แจงว่า สำหรับสาธารณสุขฯ ไม่มีการเก็บข้อมูลของผู้ดื่มสุราว่ามีพฤติกรรมการดื่มอย่างไรบ้างที่บ่งบอกได้ว่าในกลุ่มผู้ดื่มสุรามีผู้ติดสุราและผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงเป็นผู้ติดสุรา เนื่องจากแต่ละคนจะมีระดับการติดสุราต่างกันมีเพียงข้อมูลเบื้องต้นว่าแต่ละอำเภอมีผู้ดื่มสุรามากน้อยแค่ไหน เนื่องด้วยส่วนกลางระดับประเทศไม่มีนโยบายนี้และหากมีนโยบายออกมาก็เก็บข้อมูลที่ยากส่งผลต่อการคลาดเคลื่อนของข้อมูลอย่างมากเพราะการเป็นผู้ติดสุราและผู้ที่อยู่ในภาวะเป็นผู้ติดสุราไม่มีเกณฑ์อาการชัดเจนเนื่องจากแต่ละคนจะมีระดับการติดสุราต่างกัน นอกจากนั้นผู้ติดสุราทุกคนย่อมรู้ว่าตัวเองติดสุราหรือไม่ เพียงแต่ไม่ยอมรับเพราะมองว่าดื่มเป็นประจำเป็นเรื่องปกติ ยกเว้นจะมีปัญหาทางกายหรือทางจิต (สมอง) แทรกซ้อนจึงจะยอมรับว่าตนเองนั้นเป็นผู้ติดสุรา และหากสำรวจข้อมูลเหล่านั้นจริงตนเชื่อว่า บางคนก็ไม่บอกความจริงทั้งหมดเพราะการเป็นผู้ติดสุราเป็นเรื่องที่ไม่ดีเท่าไหร่สำหรับสังคมไทย ทำให้ไม่เกิดการแก้ปัญหาในระยะยาว

      นายจิรชาติ ใคร้มา อายุ 26 ปี กำลังศึกษาปริญญาเอกคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล แผน ก.1 กล่าวว่า การที่คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับว่าติดสุรา เนื่องจากเข้าใจผิดว่าการติดสุราหมายถึงโรคพิษสุราเรื้อรังที่ต้องมีอาการขั้นร้ายแรง เช่น คลื่นไส้ เหงื่อออก มือสั่นเมื่อหยุดดื่มสุรา เป็นต้น ทำให้คิดกันว่าไม่ใช่ผู้ติดสุราเพราะยังไม่เกิดอาการเหล่านั้น ส่วนตัวคิดว่าตนไม่ได้เป็นผู้อยู่ในภาวะเสี่ยงเป็นผู้ติดสุรา เพราะยังสามารถจัดสรรเวลาได้ในเรื่องการเรียน การทำงานและการดื่มสุรา โดยเฉพาะเวลาดื่มไม่เคยเกิดปัญหารุนแรง แต่ตอนนี้เริ่มมีอายุมากขึ้นทำให้การดื่มสุราส่งผลต่อปัญหาสุขภาพแต่ยังไม่คิดจะเลิกดื่มสุรา ตนเคยหยุดดื่มสุรานานที่สุด 2 สัปดาห์ เคยใช้เวลาในการดื่มสุราต่อครั้งนานที่สุด คือ 24 ชั่วโมง โดยเริ่มดื่มสุราครั้งแรกตอน ป.6 ซึ่งคนในครอบครัวให้ลอง ช่วงที่เริ่มดื่มเป็นประจำ คือ ม.6 และช่วงที่ดื่มหนัก คือ ปัจจุบัน ตนคิดว่าปัจจัยที่มีผลสูงสุดต่อการเลิกดื่มสุรา คือ ตัวเอง เพราะต่อให้ครอบครัว คนรอบข้างบอกถึงปัญหาอย่างไรก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะเลิกดื่มได้สำเร็จ

      “ มาตรการลดจำนวนนักดื่มหน้าใหม่คิดว่าทำไม่ได้หรอก ในเมื่อสังคมไทยเด็กยังโดนผู้ใหญ่ปลูกฝังว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลองอยู่ ฉะนั้นมันเป็นไปไม่ได้เลยที่เด็กมันจะเลิกดื่ม เพราะเด็กเห็นผู้ใหญ่เฉลิมฉลองกันด้วยเหล้าเบียร์ มันก็เลยกินเหมือนกัน นักดื่มหน้าใหม่จะเลิกได้ยังไงก็คือไม่ต้องขายสิ ถึงจะไปบอกว่าต้อง 20 ปีบริบูรณ์ มีวุฒิภาวะในการตัดสินใจถึงจะดื่มได้ถูกกฎหมาย แต่ร้านโชว์ห่วยเขาไม่ได้สนใจว่าถ้ามีนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้น เด็กพวกนี้ดื่มสุราแล้วจะเกิดปัญหา เขาสนใจปากท้องตัวเองมากกว่า แค่ว่าวันนี้เขาจะกินข้าวกับอะไร มันก็ต้องขาย ในเมื่อรัฐยังไม่ได้ดูแลคนในประเทศดีเพียงพอ คนก็ต้องปากกัดตีนถีบให้ตัวเองอยู่รอด ถึงจะออกแคมเปญอะไรมามันก็จะมีผลกับแค่กลุ่มเดียว คือ กลุ่มคนที่ไม่ดื่มอยู่แล้ว คนที่คิดว่าสุรามันไม่ดีแล้วไปว่าคนที่ดื่มว่าไม่ดีไปด้วย แคมเปญเหล่านั้นจึงไม่มีผลต่อคนที่ดื่มเพราะยังไงพวกที่จะดื่มมันก็จะดื่มอยู่ดี ถ้าอยากให้แก้ปัญหานี้ง่ายที่สุด ก็ใช้ ม. 44  ห้ามขายทั้งประเทศ แต่ถ้าถามว่าให้ยั่งยืนที่สุด คุณก็ต้องไปเปลี่ยนที่ระบบความคิดของคนในสังคม ซึ่งมันยากและไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน “ นายจิรชาติ กล่าว

 “ ถ้าอยากให้แก้ปัญหานี้ให้ยั่งยืนที่สุด คุณก็ต้องไปเปลี่ยนที่ระบบความคิดของคนในสังคม ซึ่งมันยากและไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน ”

EDITORIAL

บทบรรณาธิการ

   

     ในภาคเหนือนั้นเมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนร้อนแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ความร้อนที่มากับฤดูกาล แต่ยังมีทั้งปัญหาหมอกควัน (พิษ) ที่มาเยือนเป็นประจำทุกปี ปัญหาน้ำเน่าเสียที่มากขึ้นซึ่งเป็นผลจากน้ำแล้ง และในปีนี้ยังมีข้อถกเถียงเพิ่มขึ้นในเรื่องการขนส่งสาธารณะระหว่างรถแดงกับอูเบอร์ จนทำให้ผู้คนในเชียงใหม่นั้นกลับมาฉุกคิดเรื่องคุณภาพชีวิตของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

      เมืองเชียงใหม่ซึ่งถือว่าเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งของประเทศไทย มีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ 7 แห่ง ห้างสรรพสินค้าอีกมากมาย วัดต่าง ๆ ที่อยู่ในทุกชมชน จะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็น ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา เชียงใหม่นั้นถือว่าเป็นเมืองที่พัฒนาที่สุดในภาคเหนือ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมีการพัฒนาที่มากขึ้น ทั้งนี้การจัดการของภาครัฐและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนถือว่ายังมีประสิทธิภาพไม่มากนัก ทำให้เกิดปัญหาอย่างที่กล่าวมา

      ความเสียหายปัญหามลพิษจากหมอกควันและฝุ่นละอองในอากาศที่เกิดขึ้นในช่วงหน้าร้อนในช่วง 4 – 5 ที่ผ่านมาส่งผลต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์ข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่านั้นได้รายงานว่า หมอกควันสร้างความสูญเสียต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวกว่า 2,000 ล้านบาท และทำให้มีผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น จากการวิจัยของนายแพทย์พงศ์เทพ วิวรธนะเดช คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าจังหวัดเชียงใหม่นั้นมีอัตราผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดเฉลี่ย 40 คนต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่ในภาคอื่น ๆ มีอัตราผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดเฉลี่ย 20 คนต่อประชากร 100,000 คน ชาวเชียงใหม่จึงเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งปอดสูงถึง 2 เท่าของคนในภาคอื่นหากปัญหาหมอกควันไม่ได้ทุเลาลง จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเพราะเพียงแค่อากาศที่สะอาดบริสุทธิ์ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรพึงจะได้ แต่ในปีนี้ปัญหาหมอกควันก็ยังคงอยู่และทำร้ายคนเชียงใหม่

      อีกทั้งคลองแม่ข่าซึ่งปัจจุบันกลายเป็นคลองน้ำทิ้ง ทั้งโรงงาน หมู่บ้าน ร้านค้า โรงแรม แม้ว่าจะมีกฎหมายบังคับให้ติดถังดักไขมันแล้วปัญหาก็ยังไม่ได้หายไป ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนที่สุดคือผู้ที่อยู่ปลายน้ำคือแถวบ้านป่าแดดใต้ ที่ต้องทนอยู่กับสภาพแวดล้อมที่แย่ต่อร่างกาย เพราะน้ำมีฟองกลิ่นเหม็นมาก และมาตรการที่ทางรัฐทำนั้นก็เป็นเพียงแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ทำให้ปัญหาเหล่านี้ก็ไม่ได้หายไปไหน

      การขนส่งในจังหวัดที่มีตัวเลือกน้อยมีเพียงแค่ รถแดง และ แท็กซี่ ปัจจุบันมีคู่แข่งจากต่างประเทศที่เข้ามาเพิ่มคืออูเบอร์ ซึ่งความคิดโดยรวมแล้วมีทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และกลาง ๆ กับบริการรถรับส่งอูเบอร์นี้ แต่สุดท้ายแล้วรัฐก็ไม่ได้อนุญาตให้อูเบอร์เข้ามาสู่ตลาดการขนส่งด้วยเหตุผลทางกฎหมาย ทำให้ผลเสียทั้งหมดนั้นตกลงไปอยู่ที่ผู้ใช้บริการที่สุดท้ายก็มีแค่ทางเลือกเดิมคือ รถแดงและแท็กซี่

      ปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นล้วนมีผลต่อประชาชนชาวเชียงใหม่โดยตรง และทางเลือกคนเชียงใหม่ก็ไม่มี แม้การที่จะสูดอากาศสะอาดบริสุทธิ์ในช่วงหน้าร้อนนั้นก็หายาก ชาวบ้านป่าแดดใต้ก็ยังต้องทนสภาพน้ำแม่ข่ารอระบายที่เหม็นเน่า และสุดท้ายคนเชียงใหม่เองก็ไม่มีทางเลือกอื่นที่จะใช้ในการเดินทางสาธารณะ ก็ยังคงต้องใช้รถแดงต่อไป